นำทาง
H ของ HCI : ตอน Human memory

สำหรับเรื่องนี้ ผมชอบอ่านมากเลย สนุกดี พออ่านแล้วก็เริ่มเข้าป่า ผมตั้งใจว่า
จะเขียนเรื่องเกี่ยวกับ memory พออ่านนู่น อ่านนี่ไปมา ก็ไปอ่านเรื่องสมองต่ออีกซะยาว
กว่าจะหลุดออกมาเพื่อที่จะมาเขียนต่อได้ (ฮา)
อ่านนู่นนี่มาเยอะ ทำให้รู้สึกว่า ผมควรจะแบ่งตอนซักหน่อย แถมไอ้ที่อ่านมา รายละเอียด
มันก็เย๊อะ เอาซะเหลือเกิน ผมจะพยายามเขียนให้มันสั้นแล้วก็เข้าใจง่ายขึ้น
วันนี้ ตอนแรกของเรื่องความทรงจำ จะพูดเกี่ยวกับ โมเดลของความทรงจำครับ
ความจำเนี่ยเป็นสิ่งที่ลึกลับพอสมควรเลยทีเดียว ถึงแม้จะมีการทดลองต่าง ๆ เกิดขึ้น
มากมาย แต่นักวิทยาศาตร์ ก็ยังมีการโต้แย้งกันอยู่ ยังมีอะไรที่เราไม่รู้ เกี่ยวกับสมอง และ
ความสามารถในการจดจำของมนุษย์อยู่มากมาย
ถ้าเราจะเปรียบแล้ว มนุษย์ ก็เหมือนกับคอมพิวเตอร์ มนุษย์ มีระบบการ input จาก มือ ขา
ตา หู เช่นเดียวกับที่คอมพิวเตอร์ ที่มี input จาก mouse, keyboard มนุษย์ มีระบบ
output ด้วย ปาก มือ ขา เช่นเดียวกับที่คอมพิวเตอร์มี output ด้วย monitor มนุษย์มี
ระบบประมวลผลส่วนกลาง คือสมอง เช่นเดียวกับที่คอมพิวเตอร์ มี cpu และมนุษย์ ก็มีการ
จดจำ เช่นเดียวกับที่คอมพิวเตอร์มี cache มี ram มี harddisk มี cd/dvd และ
removable storage
ความทรงจำของเรา เป็นแหล่งข้อมูลที่ทำให้เราเกิด process ต่าง ๆ เช่น การใช้ชีวิต การ
พูด การเข้าสังคม และอื่น ๆ อีกมาก ข้อมูลต่างๆ ที่เราเก็บไว้ในความทรงจำ จะถูกกระบวน
การคิดและการตัดสินใจ รวบรวมและกลั่นกรองออกมาเป็นพฤติกรรม ที่เราจะแสดงออก หรือ
กระทำ ณ เวลาหนึ่ง มากไปกว่านั้น ความทรงจำจะมีผลกับเรื่องของ subconscious
ของเราด้วย (สำหรับเรื่อง subconscious นี่ก็สนุกมากเช่นกันครับ ผมตั้งใจจะเขียนเรื่องนี้ด้วย)
ในการที่เราจะจำอะไรได้ซักอย่าง มันจะมีขั้นตอนที่ละเอียดและซับซ้อนมาก รวมถึง มีปัจจัย
ที่ส่งผลกระทบต่อการจดจำอยู่ไม่น้อย ซึ่งทำให้เราต่างจากคอมพิวเตอร์ ความจำของมนูษย์
เป็นความจำที่ ไม่สามารถระบุ ความจุ และ ความคงทน ได้ วิทยาศาตร์ปัจจุบัน ไม่สามารถ
ตอบได้ ว่า คนเราสามารถจำสิ่งต่าง ๆ ได้เป็นจำนวนเท่าไหร่ และนานขนาดไหน
นักวิทยาศาสตร์ ก็ได้พยายามที่จะสร้าง model สำหรับความจำของมนุษย์ขึ้นมา โดยมี
หลาย ๆ ไอเดียด้วยกัน ในการที่จะทดลองเกี่ยวกับเรื่องความจำนี้ นักวิทยาศาสตร์ จึงได้
แบ่ง ลักษณะการทดลอง เป็นรูปแบบต่าง ๆ เพื่อดูว่า มนุษย์ มีลักษณะ ขั้นตอน และ
เอกลักษณ์ ของการจดจำ อย่างไรบ้าง
ลักษณะการทดลองความจำ ถูกแบ่งคร่าว ๆ ออกเป็น
- การทดลองความจำ ในรูปแบบของการ recall ซึ่งมีรูปแบบการทดลองย่อย ๆ อีก เช่น
+serial recall : การให้จดจำลำดับของสิ่งต่าง ๆ เป็นลำดับ เช่น 1 2 4 5 6 7 8
+free recall : การให้จดจำสิ่งต่าง ๆ อย่างอิสระ โดยไม่ขึ้นอยู่กับลำดับ
+cue recall : การให้จำสิ่งต่าง ๆ ในลักษณะ คู่ เช่น ค้อน:ตะปู , เข็ม : ด้าย เมื่อ
ทำการถาม สิ่งหนึ่ง ก็จะให้ตอบเป็นคู่ของสิ่งนั้น เช่นถาม ค้อน ก็ให้ตอบ ตะปู
ลักษณะของการ recall ก็เหมือนกับการที่เราทำข้อสอบอัตนัย ที่ต้องทำการนึกถึงสิ่งที่จำได้
แล้วเขียนออกมาให้หมด
- การทดลองความจำ ในรูปแบบของการจดจำ pattern ลักษณะของการจำแบบนี้ จะเหมือนกับ
การทำข้อสอบแบบปรนัย ที่เราไม่จำเป็นต้องจำหรือเรียกเอาความจำทั้งหมด แต่เราสามารถใช้
ความคุ้นเคยในการช่วยเลือกคำตอบได้
ในการทดลอง นักวิทยาศาตร์ พบว่า มนุษย์ สามารถ จดจำสิ่งต่าง ๆ ในลักษะการจำ pattern
ได้ดีกว่าการ recall จากการทดลองโดยเปรียบเทียบระหว่างการ ให้จำ pattern กับการ
จำรายละเอียดทั้งหมด ผลที่ได้ คือ แบบแรก ผู้ทดลอง สามารถ จำได้ถึง 2000 รูป ในขณะที่
การจำทั้งหมด จะทำได้เพียงแค่ราว ๆ 180 รูปเท่านั้น
- explicit task ที่ผู้ทดลอง ต้องตอบสิ่งที่ตั้งใจจำ เช่น การให้ passage มาหนึ่งบท แล้ว
ให้อ่าน หลังจากนั้น ให้ผู้ทดลองตอบคำถาม
- implicit task เป็นลักษณะการจดจำที่ผู้จำไม่รู้ตัวว่าเกิดขึ้น เช่น การให้เติมตัวอักษร ในช่องว่าง
ที่เว้นไว้ rec_ _ _ ในที่นี้ ตัวอักษรที่คุณผู้อ่านจะเติมใน ช่องว่าง น่าจะเป็น a l l สาเหตุที่น่าจะเป็น
เช่นนั้น เพราะ ก่อนหน้านี้ คุณอ่านผ่านคำว่า recall มา ซึ่งมันจะทำให้เราเกิดการจำแบบไม่ได้ตั้งใจ
โดยที่เราไม่รู้ตัว
จากการ ทดลอง และ การรวบรวมข้อมูล โมเดลของความจำ จะถูกอธิบายด้วย idea หลัก ๆ อยุ่
4 รูปแบบ ได้แก่
- traditional memory model ( Atkinson and Richard Shiffrin)
- LOP ( Craik & Lockhart)
- working memory ( Alan Baddeley)
- multilevel memory systems ( Endel Tulving)
Traditional memory model

โมเดลนี้ อธิบายว่า ความจำของเรา แบ่งเป็น สามส่วนใหญ่ ๆ ก็คือ sensory store, short term
memory และ long term memory การที่เราจะรับข้อมูลมากจาก sensory organ พวก
sensory organ เหล่านั้นจะมี memory ของมันเอง จากการทดลอง ที่เห็นได้ชัดก็คือ ตาของเรา
เมื่อเราให้ตาเราจ้องที่ตัวอักษร ซักพัก แล้วลองหันไปมองทางอื่น เราจะเห็นภาพติดตาของตัวอักษรที่เรา
จ้องก่อนที่จะหันหน้า อยู่แว๊บหนึ่ง ที่เป้นแบบนี้ เพราะดวงตาของเรามีการจำภาพเอาไว้ ภายในระยะ
เวลาหนึ่ง ข้อมูลที่อยู่ใน sensory organ จะถูกส่งไปยัง short term memory เพื่อใช้เป็น
ข้อมูลเพื่อทำการตัดสินใจ หรือ เพื่อเก็บสิ่งที่รับรู้ เข้าไปใน long term memory ในช่วงแวลา
ก่อนที่ข้อมูลจะถูกส่งเข้าไปยัง short term memory นั้น สำหรับดวงตาแล้ว มีโอกาสที่จะเกิด
สิ่งที่เรียกว่า visual overlay / visual masking ขึ้น ในการทดลอง เราพบว่า ถ้าให้ ผู้ทดลอง
จ้องที่ตัวอักษร ตัว F ถ้าถึง threshold จุดหนึ่ง ข้อมูลรูปตัว F ที่เราเห็น จะถูกส่งไปเก็บไว้ในความจำ
อันดับต่อไป แต่ถ้าก่อนถึงช่วง threshold นั้น เรามีการ flash ตัวอักษร L เข้าไปแว๊บหนึ่ง ( ณ
ตำแหน่งเดียวกันกับตัว F ) ภาพของ ตัว F จะถูก L ซ้อนทับ แล้วทำให้ภาพตัว E ถูกส่งเข้าไปยัง
ความจำถัดไปแทน เราจะไม่สามารถรับรู้ข้อมูลได้จาก sensory organ จนกว่าข้อมูลนั้นจะถูกส่งมา
เก็บ ยัง short term memory
มีการทดลองเกิดขึ้นมากมาย เพื่อทดสอบว่า short term memory ของคนเรามีความจุขนาดไหน
ซึ่งผลสรุปออกมาว่า ณ จุดเวลาหนึ่ง เราสามารถจำได้ประมาณ 7( +/-2) items โดยลักษณะการจดจำ
จะมีการ grouping ข้อมูลเข้ามาเกี่ยวข้อง เราสามารถจำสิ่งต่าง ๆ ในลักษณะ เป็นจำนวนของสิ่งนั้นเอง
หรือจำเป็นกลุ่ม การจำเป้นกลุ่ม จะทำให้ความจุของ memory เราจุข้อมูลได้ในปริมาณมากขึ้น ยกตัวอย่าง
เช่น มันยากที่จะจำ เลข 110100100010000100000 ทีละตัว ( เพราะมีตัวเลขทั้งหมด 21 ตัว
แต่เราสามารถจำได้ 5-9 ตัวเท่านั้น) แต่ถ้าเราจัดกลุ่ม แล้วจำ เป็น 1 10 100 1000 10000
100000 แทน จะเห็นว่า เราจะสามารถจำข้อมูลเหล่านี้ได้ไม่ยากเลย
การเก็บข้อมูลใน short term memory (หรือแม้แต่การเก็บข้อมูลในที่อื่น) เรามักจะเก็บข้อมูลในรูปแบบของ
คำ(ที่เกิดจากกระบวนการต่าง ๆ เพื่อหาความหมายให้สามารถเข้าใจได้) และ เราก็ยังเก็บข้อมูลในรูปแบบของ
รูปภาพด้วยเช่นกัน มีการทดลองที่ทำขึ้นเพื่อทดสอบความสามารถในการจำข้อมูลในลักษณะนี้ พบว่าความจำ
ระยะสั้นของคนเรา สามารถจำรูปที่ประกอบด้วยวัตถุประมาณ 4 ชิ้น โดยปัจจัยของการจำรูป อยู่ที่จำนวนของ
ชิ้น แต่ไม่อยู่ที่ลักษณะหรือตำแหน่ง
ลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งของ short term memory ก็คือ หลังจากมีการใช้งานแล้ว ข้อมูลใน short term
storage จะมีการ flush เกิดขึ้น ในกรณีที่ข้อมูลที่อยู่ใน short term memory นั้น เป็น action หรือ เป้าหมายที่
เราตั้งใจจะทำ ยกตัวอย่างเช่น เวลาที่เราไปกด atm สิ่งที่อยู่ใน short term memory ของเรา จะประกอบ
ด้วย จำนวนเงินที่ต้องการกด, รหัส , สถานะของการกดเงิน เมื่อเรากดเงินเสร็จ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ เราระลึกได้ว่า
เรากดเงินเรียบร้อยแล้ว ข้อมูลต่าง ๆ จะถูก flush ออกจา short term memory อย่างรวดเร็ว สิ่งที่เกิดขึ้น
หลังจากนี้ก็คือ บางคนจะหยิบเงิน แล้วก็เดินไปเลย โดยที่ไม่ได้หยิบบัตรatm ติดออกมาด้วย ความรู้เกี่ยวกับ
ความจำระยะสั้นตรงนี้ ทำให้การออกแบบตู้ atm ใหม่ ๆ จัดลำดับ ให้ เงิน ออกมาที่หลังสุด เพื่อให้ไม่เกิด
memory flush ก่อนที่จะทำสิ่งที่ควรทำ (เก็บบัตร atm )เสร็จ
ถ้าข้อมูลที่เข้ามา หลังจากเราทำการ process แล้ว เราสามารถเก็บข้อมูลนั้นลงใน long term memory ได้
ซึ่ง ณ เวลาหนึ่ง ๆ ข้อมูลจาก short term memory และ long term memory จะมึการถูกดึงไปมา
ระหว่างกันตลอด ข้อมูลไหนที่เราจำได้แล้วต้องการใช้ ข้อมูลนั้นก็จะถูกดึงจาก long term มาไว้ที่ short term
เพื่อรอการ processต่อไป ในทางวิทยาศาตร์ ยังไม่มีหลักฐานหรือการพิสูจน์ การทดลอง เกี่ยวกับความจุ
ของ long term memory แต่ เชื่อกันว่า ทุกสิ่งที่อยู่ใน long term memory นั้น เป็น permastore
(คงอยู่ตลอด) ถ้าไม่มีปัจจัยที่ทำให้สมองมีการกระทบกระเทือน
Level Of Processing model
concept ของ idea นี้ จะอธิบายว่า การจำของเรานั้น ขึ้นอยู่กับ ระดับของการจัดการข้อมูล ถ้าเรารับข้อมูล
เข้ามา แล้วมี process กับข้อมูลนั้นเยอะ เราจะเรียกว่า ข้อมูลนั้น มี level of processing (lop) ที่ลึก
ยิ่ง ค่า lop ยิ่งลึก ยิ่งแปลว่า ข้อมูลนั้น จะถูกจดจำไว้อย่างดี และเป็นระเบียบ และในอนาคต มีโอกาสที่จะถูก
เรียกใช้งานได้สูง
การ process ข้อมูล จะมีอยู่ด้วยกันหลายระดับ มีการทดลองหนึ่ง ซึ่งได้ทำขึ้น โดย แบ่ง ระดับการ process
ข้อมูลเป็น 3 ระดับคือ physical , acoustic และ semantic ผู้ทำการทดลอง จะให้ผู้ถูกทดสอบ จดจำคำ
ที่เกิดขึ้นจากคำถามต่าง ๆ ยกตัวอย่างเช่น
- physical level
รูปแบบของการ process : การเปรียบเทียบรูปร่างของตัวอัษรในคำ
ตัวอย่างคำถาม : ให้คำว่า TABLE แล้วถามผู้ถูกทดสอบว่า คำนี้เขียนด้วยตัวใหญ่ ทั้งหมดหรือไม่
- acoustic level
รูปแบบของการ process : การเปรียบเทียบเสียงในคำ
ตัวอย่างคำถาม : ให้คำว่า CAT แล้วถามผุ้ถูกทดสอบว่า คำนี้ ออกเสียงเหมือนกับคำว่า MAT หรือไม
- semantic level
รูปแบบการ process : การเปรียบเทียบเพื่อหาความหมายของคำ
ตัวอย่างคำถาม : ให้คำว่า Ruby ถามว่าคำนี้ เป็นชื่อของ programming language หรือไม่
จากการถามคำถามเหล่านี้ ในลำดับต่าง ๆ กัน กับผู้ถูกทดสอบหลาย ๆ คน จะได้ผลออกมาว่า คำที่ถูก process
ในระดับ semantic จะถูกจำมากที่สุด เนื่องจากต้องมีการทบทวนคำนี้ ในการ process เพื่อหาคำตอบ หลายครั้ง
ในขณะที่ ระดับ acoustic ก็ถูกจำได้ง่ายรองลงมา เพราะการเปรียบเทียบเรื่องเสียง ทำให้เกิดการออกเสียงในใจ
(rehearsal) ซึ่ง ในส่วนของ physical เราแทบไม่ต้อง process อะไรเลย นอกจากดูด้วยตาอย่างเดียว
อย่างไรก็ดี มันไม่จริงเสมอไป มีปัจจัยภายนอกที่เข้ามาเกี่ยวข้องในการจดจำอีก เช่น วิธีการ input ข้อมูล
มีหลักฐานการทดลองว่า ถ้าการทดลองข้างบน ถูกทำโดยให้ผู้ถูกทดสอบ อ่านคำถาม กับ ให้ผู้ถูกทดสอบ ฟัง
คำถามที่ถูกอ่าน ผลที่ได้ก็คือ acoustic level process จะถูกจำได้ในปริมาณที่ใกล้เคียงหรือมากกว่า
semantic level process เลยทีเดียว
ในช่วงหลัง โมเดลนี้ ก็ถูกปรับปรุงใหม่ โดยการเพิ่ม idea ของลักษณะ การ encode ข้อมูลเข้าไป โดยกล่าวว่า
การจดจำของคนเรา มี level of process มาเกี่ยวข้องก็จริง แต่สิ่งที่เป้นตัวตัดสินจริง ๆ ก้คือ ลักษณะวิธีการ
ในการจดจำ มากกว่า ซึ่งลักษณะการจำของเรา สามารถแบบได้เป็น การจำแบบ within-item หมายถึง การจำ
อะไรตามลักษณะของสิ่งนั้น และการจำแบบ between-item ที่เป็นการจำโดยการเปรียบเทียบสิ่งใหม่ กับสิ่ง
เก่าที่มีอยู่ในความจำของเราอยู่แล้ว
Working memory
ไอเดียของ working memory จะค่อนข้างคล้ายกับ traditional model ในเรื่องของการมองส่วนประกอบ
หลัก ๆ ของความจำ เป็น short term / long term memory สิ่งที่เพิ่มเข้ามาและเป็นหัวใจหลักของ
แนวคิดนี้ก็คือ แนวคิดที่ว่า ณ เวลาหนึ่ง memory ที่เราใช้งานอยู่ จะเรียกว่า เป็น working memory
(active memory) โดย workin memory นั้น ไม่ได้ทำงานอยู่ในกรอบของ short term memory
แต่เป็นการใช้ทั้ง short term และ long term (บางส่วน) ในเวลาเดียวกัน มีการดึงข้อมูลไปกลับระหว่าง
short term และ long term อยู่ตลอดเวลา working memory แบ่งออกเป็น component ได้
5 components

-visuospatial sketchpad : ทำหน้าที่ในการเก็บภาพ
-phonological loop : แบ่งเป็น phonolical storage ที่ทำหน้าที่จับข้อมูล และ
subvocal rehearsal ที่ทำหน้าที่ในการเก็บข้อมูล
-central executive : ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการทำงานรวมกับ component อื่น
และเป็นตัวจัดการเรื่องการ process และการ allocate resource เพื่อจัดเก็บข้อมูล
-subsidiary slave system : ทำหน้าที่ในการจดจำลักษณะ
-episodic buffer : ทำหน้าที่รวมข้อมูลชิ้นเล็ก ๆ ให้กลายเป็นสิ่งที่ make sense ที่
เราสามารถเข้าใจได้
ตามที่ผมเข้าใจ ลักษณะของ traditional model กับ working memory นี้ ค่อนข้างใกล้เคียงกัน
คือ ถ้าเปรียบกับการทำงานของคอมพิวเตอร์ เราจะมี cache ที่เป็นหน่วยความจำขนาดเล็ก แต่เข้าถึงได้เร็ว
คอยเก็บข้อมูลที่กำลังจะ ถูก process ทั้งสอง model ก็เหมือนกัน คือ มี cache ( short term
memory สำหรับ traditional model และ working memory สำหรับ working memory
model) แต่ cache ทั้งสอง มีลักษณะการทำงานไม่เหมือนกัน cache ของ traditional model
เป็นเหมือน cache ที่เก็บ raw data แต่ cache ของ working memory จะครอบคลุมไปถึง
long term memory (ถ้าเปรียบเป็นคอม ก็อาจจะเป็น harddisk ) โดยที่ cache ของ working
memory นั้น จะเก้บข้อมูลในลักษณะ hash โดยเก็บ key ที่ short term แล้วใช้ key นั้น ในการ
ดึง หรือ เก็บข้อมูล ลงใน long term memory อยู่ตลอดเวลา)
Multiple memory systems
สำหรับ model แบบสุดท้าย มีแนวคิดที่ว่า ความทรงจำของเรา ถูกเก็บในแบบ semantic memory
และ episodic memory ซึ่งแยกออกจากกัน สาเหตที่มีความคิดแบบนี้ขึ้น เนื่องจาก การสังเกตว่า
ความจำของเรา จะมีแบบที่เราจำเป็นเหตุการณ์ที่มีเวลามาเกี่ยวข้อง (episodic) และ ความจำแบบที่
เป็นแง่ของ fact ( semantic ) ยกตัวอย่างเช่น สมมุติผมไปเจอลูกค้าชื่อคุณเอตอนเช้า ความจำ
แบบที่เป็นepisodic ก็คือ ความจำของเหตุการณ์ที่เราไปเจอคน ๆ นั้นตอนเช้า ส่วนความจำแบบ
ที่เป็น semantic ก็คือ การจำรายละเอียดของคนที่เราพบที่เป็น fact (เช่น ชื่อ) เป็นต้น
จากโมเดลทั้งสี่ เราจะเห็นว่า นักวิทยาศาสตร์ มีมุมมองเกี่ยวกับลักษณะการจำของมนุษย์ ในมุมมองที่ต่างกัน
ทั้งนี้ทั้งนั้น แนวคิดส่วนใหญ่ก็เกิดมาจากการสังเกต และการทดลอง เช่น ใน multiple memory systems
มีการทดลองเพื่อตรวจสอบว่า ความจำจะมีการแบ่งเป็นสองส่วนแบบนั้นจริงหรือไม่ โดยการถามคำถามกับ
ผู้ถูกทดสอบ แล้วทำการวัดคลื่นสมอง ผลที่ได้คือ เมื่อถามคำถามสำหรับความจำแบบ semantic สมอง
ซีกส่วนหน้า จะมีการทำงานมากกว่าสมองอีกส่วน ในทางกลับกัน เมื่อถามคำถามสำหรับความจำแบบ
episodic ก็จะพบว่า สมองซีกขวาส่วนหน้า มีการทำงานมากกว่า
อย่างไรก็ตาม อย่างที่กล่าวไว้ว่า เรื่องของสมองและความจำ ยังเป็นเรื่องที่ต้องมีการศึกษาอีกมาก
การที่เราเข้าใจกลไกต่าง ๆ เหล่านี้ น่าจะทำให้ การพัฒนาอย่างยิ่งยวด ในเทคโนโลยี แขนงต่างๆ ตามมา
อย่างแน่นอน
สำหรับในทาง HCI แล้ว การศึกษาเรื่องของความจำก็เป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง ถ้าเรารู้ ข้อจำกัดในเรื่องนี้
จะมีประโยชน์ในการออกแบบ อย่างมาก (ยกตัวอย่างเช่น เรื่องตู้ atm เป็นต้น)
สำหรับตอนต่อไป จะพูดเกี่ยวกับเรื่อง memory processing ครับ ^^
วันนี้เขียนยาวแล้ว ต้องขอจบตอนแต่เพียงเท่านี้ ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามครับ!!!
ตอนต่อไป HCI : Human ตอน Human Memory Processing
keep your eyes on the next FAIZ >_< (55)
สำหรับบทความอื่น ๆ สามารถหาอ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.raisondetre.in.th ครับ
- อ่าน 2218 ครั้ง
Sema.go.th
