นำทาง
โอ้ววว...ว้าว ของฟรีมีในโลก

เพราะตอนนี้กำลังจะมาเอื้อประโยชน์มหาศาลยามเศรษฐกิจขาลง
เอ้า...นี่ก็คือบางเสี้ยวบางส่วน “ของฟรี” ที่โพสต์ทูเดย์ได้รวบรวมมาฝาก
อิ่มจังสตางค์ (ยัง) อยู่ครบ
กองทัพต้องเดินด้วยท้อง เมื่อท้องไม่อิ่มก็ยากจะทำการใดๆ ให้สำเร็จ
สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ถนนราชวิถี (สอบถามรายละเอียด โทร. 02-354-7533-7 ต่อ 913) จัดโครงการ “น้ำพระทัยพระราชทาน” เลี้ยงอาหารกลางวันฟรีแก่ผู้ตกงานและคนเร่ร่อน เพื่อบรรเทาทุกข์ให้เบาบาง “ธรรมรักษ์ สวัสดิ์นะที” หัวหน้าสำนักงานกลาง สภาสังคมสงเคราะห์ฯ ผู้ดูแลโครงการ เล่าว่า เริ่มมาตั้งแต่ปี 2541 หลังประเทศไทยเจอพิษวิกฤตต้มยำกุ้งระบาด
โครงการนี้ถูกสานต่อเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน เป็นประจำทุกวัน ตั้งแต่ 11 โมงถึงเที่ยง บริเวณชั้น 1 ตึกนวมหาราช ภายในสภาสังคมสงเคราะห์ฯ จะมีเมนู 2 อย่าง บวกกับของหวานอีก 1 อย่าง ไว้คอยบริการ
เมนูแต่ละวันจะหมุนสับเปลี่ยนเพื่อไม่ให้เบื่อ ด้วยฝีมือการปรุงของแม่ครัวคนเดิม แต่เน้นรสล้ำเหมือนนั่งในร้านอาหารทั่วไป แกงเขียวหวาน ต้มจืด ต้มยำ ผัดผัก ผัดพริกแกง พะแนง และก๋วยเตี๋ยว ส่วนของหวานนั้นก็มีทั้งขนมไทย ขนมฝรั่ง ที่ขาดไม่ได้คือผลไม้สด ที่ได้รับความอนุเคราะห์จากผู้ใจบุญ
ไม่เฉพาะคนตกงานหรือคนเร่ร่อนเท่านั้นที่มีสิทธิขอเข้ารับบริการเลี้ยงอาหารกลางวันฟรี คนที่อยากลิ้มลองอาหารอร่อยก็ไม่จำกัดสิทธิ เพียงแต่คุณต้องลงทะเบียนเพื่อรับบัตรคิวก่อน ซึ่งจะเปิดทำการราวๆ 10 โมงครึ่ง จากนั้นค่อยไปต่อแถวแลกกับเมนูเด็ดประจำวัน
“เราไม่ได้หวังว่าคนเหล่านี้จะตอบแทนอะไรกับสภาสังคมสงเคราะห์ฯ เลยนะ เพราะสิ่งที่เรามุ่งหวังก็แค่อยากให้ท้องพวกเขาอิ่ม เมื่อท้องอิ่มแล้ว สมองก็สามารถคิดอะไรได้ต่อ จะหางานทำ หรือแม้แต่เป็นคนดีของสังคม ไม่ไปสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นก็พอใจแล้วละครับ”
สวยหล่อได้...ไม่ (ต้อง) จ่ายสตางค์
ความสวยความหล่อไม่เข้าใครออกใครจริงๆ ยิ่งคนเราให้ความสำคัญกับความงาม-ภาพลักษณ์ภายนอก ก็ยิ่งพร้อมจะทุ่มทุนปรุงเปรอให้ตัวเองดูดีมากขึ้นไปอีก ว่าแต่ในยุคข้าวยากหมากแพงเยี่ยงนี้ จะทู่ซี้ไปเสียสตางค์แพงๆ กันทำไมเล่า เก็บเงินไว้ซื้อข้าวของจำเป็นดีกว่า (ไหม) แต่ถ้าอยากสวยหล่อ เราขอนำเสนอบริการฟรีเชิญทางนี้จ้า
เริ่มตั้งแต่ทรงผม ไม่ว่าจะสุภาพบุรุษ หรือสุภาพสตรี ก็มีบริการตัดผมฟรีรออยู่ตามโรงเรียนฝึกอาชีพ หรือโรงเรียนสอนตัดผมทั่วไป อาทิ ศูนย์ฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร ที่เมื่อมีการเรียนการสอนกันไปสักพัก ก็มักให้นักเรียนได้ทดลองควงกรรไกรและปัตตะเลี่ยนตัดผมจริง งานนี้นอกจากผู้ใช้บริการจะได้ผมทรงใหม่เอี่ยมแล้ว ยังได้ลุ้นกันให้พอใจเต้นว่าจะออกหัวหรือก้อย (อิอิ) แต่รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอน เพราะหลังจากให้ช่าง (นักเรียน) มือใหม่บรรเลงวิชา ช่างตัวจริงที่มีความเชี่ยวชาญก็ไล่ตามเก็บรายละเอียดอีกที จนออกมาดูดีที่ซู้ดนั่นละจึงปล่อยลูกค้า (จำเป็น) เดินออกจากร้าน
มาถึงใบหน้ากันบ้าง เรื่องเมกโอเวอร์ฟรีคงหนีไม่พ้นเคาน์เตอร์เครื่องสำอางภายในห้างสรรพสินค้าต่างๆ แต่หากปรี่เข้าไปในวันเวลาปกติก็อาจหมดสิทธิ์ เพราะแต่ละเคาน์เตอร์มักมีกติกาสำหรับการแต่งหน้าฟรีอยู่แล้ว เห็นบ่อยๆ ก็คือคุณต้องซื้อสินค้าในราคาตั้งแต่เท่าไรเป็นต้นไป หรือสมัครเป็นสมาชิก จึงจะใช้สิทธิแต่งหน้าฟรีได้ ฉะนั้นขอแนะนำเทคนิค (ขอแต่งหน้าฟรี) ไว้นิดว่าให้แวะไปในช่วงที่มีการจัดโปรโมชันแทนดีกว่า แต่ละแบรนด์พร้อมยินดีบริการเมกโอเวอร์ให้แบบไม่คิดสตางค์แน่นอน เพราะถือว่าเป็นช่วงขายของของเขา
เรียนฟรีเป็นแม่ศรีเรือน
หลายคนอยากเรียนทำอาหารเพื่อไปประกอบอาชีพ แต่ก็ติดตรงที่ไม่มีสตางค์ ปัญหานี้จะหมดไปแค่แวะไปหา “อ.เฉลิมชาติ ประไพ” ผู้ซึ่งคลุกคลีกับการสอนทำอาหารเจกว่า 150 เมนู ไม่ว่าจะเป็น น่องไก่ทอดเจ ปลาสลิดเจ ไข่ปลาเจ แฮมเบอร์เกอร์เจ ทอดมันปลากรายเจ กระดูกหมูเจ และอีกสารพัด เพราะช่วงเดือนธ.ค. ของทุกปี อาจารย์จะเปิดสอนทำอาหารให้กับผู้ที่สนใจฟรี!!! เพื่อเป็นการคืนกำไรให้กับสังคม
“เราเปิดสอนได้รายได้จากการสอนมาทั้งหมด 11 เดือนแล้ว ก็เลยเกิดความรู้สึกอยากจะคืนกำไรให้กับสังคม อยากสนองคุณแผ่นดิน ทำวิทยาทานเพื่อสาธารณประโยชน์ โดยสอนทำอาหารฟรี ปีหนึ่งสอนฟรีสักครั้งหนึ่ง และก็ได้ไปโพสต์เอาไว้ตามบอร์ดต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมามีคนสนใจมาเรียนกันเยอะมาก”
อาชีพที่สอนให้ฟรีๆ ยังมีอีกมาก อย่างเช่นคนที่อยากถักไหมพรมเพื่อฆ่าเวลา หรือเป็นอาชีพก็สามารถไปกันได้ที่ร้านบิ๊กนิต คาเฟ่ (Big Knit Cafe) ซอยสุขุมวิท 49 (เปิดบริการตั้งแต่ 09.00–21.00 น. สอบถามรายละเอียด 02-260-5050) อันมีเจ้าของใจดี “ไน้ส์ ตันศรีสกุล” บริหารนอกจากเป็นร้านกาแฟแล้ว ยังเปิดสอนถักนิตติงและโครเชต์อีกด้วย ที่สำคัญคือสอนให้โดยไม่คิดสตางค์ เพียงแต่มีข้อแม้ว่าจะต้องมาซื้ออุปกรณ์ที่ร้านแค่นั้นเอง
เที่ยวเกาะ (รัตนโกสินทร์) ฉบับสบายกระเป๋า
เที่ยวฟรีๆ มีที่ไหน? มีสิก็ที่บริเวณเกาะรัตนโกสินทร์นี่ไงครับ... งานนี้ทางกทม. เขาหัวใสขอเอาใจนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติด้วยการจัดโครงการขี่รถจักรยานฟรี เที่ยวเกาะรัตนโกสินทร์แบบลดโลกร้อน หรือ Green Bangkok Bike ขึ้น ช่วงนี้ใครผ่านไปผ่านมารอบเกาะรัตนโกสินทร์ก็จะได้เห็นรถจักรยานคันเขียวหน้าตาน่ารักน่าใช้ อยู่ตรงโน้นบ้าง ตรงนี้บ้าง นั่นแหละที่กทม. เขาเอามาให้ยืมขี่เที่ยวกันได้ฟรีๆ พร้อมการันตีในเรื่องของความปลอดภัย เพราะได้ทำช่องทางสำหรับการขี่รถจักรยานโดยเฉพาะ
รถจักรยานฟรีมีไว้บริการ 300 คัน ตามสถานีต่างๆ รอบเกาะรัตนโกสินทร์รวม 8 จุด คือ หน้ากองการท่องเที่ยว เชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า สวนสันติชัยปราการ บริเวณเกาะกลางวัดบวรนิเวศ ถนนสิบสามห้าง ท่าเตียน สวนสราญรมย์ ลานคนเมือง หน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร สนามหลวง หน้าวัดพระแก้ว และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ซึ่งเปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 10.00-18.00 น. ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ ขยายเวลาปิดไปถึง 20.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่กองการท่องเที่ยวกทม. โทร. 02-225-7612-5 ...ขอให้ปั่นกันให้สนุกนะครับ!
หย่อนใจในสวนสาธารณะ
เมื่อความเครียดมาเยือนเรามักต้องหาวิธีคลายเครียดเสมอ และการพักผ่อนในสวนสาธารณะก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่แทบไม่ต้องจ่ายเงินสักแดงเดียว เว้นแต่ตั้งหน้าตั้งตาซื้อของกิน อย่างนั้นเปลืองแน่ๆ
หาเวลาว่างไปนั่งเอกเขนกใต้เงาไม้ สูดอากาศบริสุทธิ์ให้ฉ่ำปอด ปล่อยสมองให้โล่ง สลัดเรื่องราวต่างๆ ทิ้งไป เผื่อจะได้สติกลับมาอีกครั้ง วิ่งจ๊อกกิ้ง ปั่นจักรยาน ทำสมาธิ รำมวยจีน ฝึกโยคะ (แบบง่ายๆ) ก็นับว่าไม่เลว และบางทีโชคดีอาจได้ชมละครเวทีเปิดวิกแสดงสด หรือไม่ก็มีดนตรีในสวนให้ฟัง รวมทั้งกิจกรรมสร้างสรรค์อื่นๆ
เฉพาะในกทม. ลองมองรอบตัว ซ้ายทีขวาที เป็นต้องเจอสวนสาธารณะบรรยากาศดีๆ ให้สัมผัสกันอย่างจุใจ ใกล้บ้านที่ไหนก็ไปที่นั่น จะได้ไม่เสียเวลาเสียค่าเดินทาง
“สวนสันติชัยปราการ” ย่านบางลำพู “สวนรมณีนาถ” ถนนมหาไชย “สวนสราญรมย์” หรือ “พระราชอุทยานสราญรมย์” เยื้องพระบรมมหาราชวังไปทางทิศตะวันออก
ไม่ไกลจากย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ มี “สวนสันติภาพ” “สวนลุมพินี” ปอดใหญ่อันเก่าแก่ถูกใจคนชื่นชอบพื้นที่กว้างๆ “สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ” “สวนจตุจักร” ใครอยู่เส้นพหลโยธิน รัชโยธิน สะพานควาย บางซื่อ พระราม 6 อินทามะระ ฯลฯ เชิญใช้บริการได้ตามสะดวก
ย่านไฮโซอย่างสุขุมวิทก็มีสวนให้พักผ่อนฟรี “สวนเบญจกิตติ” ข้างศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ “อุทยานเบญจสิริ” ใกล้กับแหล่งช็อปปิ้งดัง หรือจะแวะแถวๆ สุขุมวิทซอย 10 ก็ต้องเป็น “สวนชูวิทย์”
ฟรีอินเทอร์เน็ต...กรีนไวไฟ
อินเทอร์เน็ตเป็นช่องทางในการติดต่อสื่อสารข้อมูลที่สำคัญในปัจจุบัน การใช้งานอินเทอร์เน็ตนับวันยิ่งมีความต้องการเพิ่มมากขื้นเรื่อยๆ เราจึงต้องเสียค่าบริการอินเทอร์เน็ตเพื่อใช้ในการทำงานและเรื่องส่วนตัวอยู่เสมอ แต่มีข่าวดีคือเราสามารถใช้บริการอินเทอร์เน็ตฟรี กรีนไวไฟของทางกทม. ได้อย่างไม่จำกัดเวลา (แต่จำกัดความเร็ว)
หากโน้ตบุ๊กของคุณมีไวไฟในตัวก็พร้อมเปิดค้นหาสัญญาณไวไฟได้ตามศูนย์การค้า รวมไปถึงป้ายรถเมล์ในจุดต่อรถเมล์สายหลักที่มีสัญลักษณ์กรีนไวไฟปรากฏ โดยเริ่มค้นหาสัญญาณเพื่อหาไวไฟของทรู (ผู้สนับสนุนการบริการกรีนไวไฟ) เลือกเชื่อมต่อ เปิดโปรแกรมเว็บบราวเซอร์ พิมพ์เว็บที่ต้องการ จากนั้นระบบจะบังคับให้เข้าหน้าเว็บสำหรับล็อกอินใช้งานต่อได้ หากคุณไม่มีล็อกอินพาสเวิร์ดสามารถลงทะเบียนด้วยการใช้หมายเลขบัตรประชาชน สะดวกสบายด้วยความเร็วในการใช้งานอยู่ที่ 64 Kbps และอาจจะเร็วกว่านี้หากเป็นที่นิยมมากพอ
ความเร็วระดับนี้สามารถโต้ตอบผ่านทางโปรแกรมแชต เข้าเว็บไวต์เช็กข้อมูลข่าวสาร รับส่งอีเมลที่ต้องการได้ แต่ไม่เร็วพอสำหรับการใช้งานพอดแคสต์ (วิทยุออนไลน์) ชมคลิปวิดีโอ หรือทำวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ (พูดคุยแบบเห็นหน้าอีกฝ่าย) ได้ แต่อย่างน้อยๆ ก็ดีกว่าไปเสียเงินที่ร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ละน้า
ประปา ไฟฟ้า รถเมล์ ฟรี! ทางนี้จ้า
สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ประปา ไฟฟ้า รถเมล์ ก็ถือเป็นอีกค่าใช้จ่ายหลักๆ ของประชาชนอย่างเราๆ แต่ด้วยนโยบายจากรัฐบาลก่อน สืบเนื่องมาจนถึงรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประปา ไฟฟ้า และรถเมล์ จึงยังมีให้ใช้ฟรีอีก 6 เดือน นับตั้งแต่ปลายเดือนม.ค.นี้ ภายใต้เงื่อนไขไฟฟ้าใช้ไม่เกิน 100 หน่วยต่อเดือน น้ำประปาไม่เกิน 30 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือน ส่วนรถเมล์นั้นเฉลี่ยรถฟรีมาในทุกๆ 3 คัน ของฟรีเหล่านี้ ประชาชนขอบคุณ แต่ก็ขอว่าใส่ใจเรื่องการบริการลงไปอีกนิดจะยอดเยี่ยมมาก โดยเฉพาะรถเมล์
ถ้าต้องการของฟรีแบบสุดๆ ที่แน่นอนก็มีน้ำประปาของการประปานครหลวง (กปน.) ที่ร่วมกับกทม. และก๊อกน้ำซันวา ติดตั้งแท่นน้ำประปาดื่มได้กว่า 200 จุดทั่วกทม. เป็นโครงการคืนกำไรให้สังคม ด้วยการมีส่วนร่วมในการดูแลความเป็นอยู่ที่ดีมีสุข และเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีของชาวกทม. อย่างนี้คงต้องเริ่มหาว่าติดตั้งที่ไหนบ้าง แล้วนำขวดลิตรไปกรอกมาเก็บไว้ใช้ซะหน่อยแล้ว
อ่านเรื่องดีๆ ได้ทุกที่กับฟรีก๊อบปี้
ตลอด 5 ปีมานี้ เราได้เห็นสื่อสิ่งพิมพ์แจกฟรีทวีกำลังและจำนวนมากขึ้น ไม่ว่าจะไปนั่งร้านกาแฟ ห้องสมุด โรงแรม หรือร้านอาหาร คนที่ใช้เวลากับการอ่านย่อมไม่พลาดหยิบชม บางส่วนเก็บกลับไปอ่านต่อ
ฟรีก๊อบปี้ยังคงแรงไม่ตก เนื่องจากมีต้นทุนในเชิงข้อมูลที่ไม่สูงมากนัก และส่วนใหญ่มุ่งเน้นในเรื่องการใช้ชีวิต พักผ่อน บันเทิง กิน ดื่ม เที่ยว และการจับจ่าย อาจมีบ้างที่เป็นข่าวสาร การเมือง เศรษฐกิจ และอื่นๆ เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้อ่านกว้างขึ้น ขณะที่ต้นทุนการผลิตน้อยลง ทั้งในแง่วัสดุและการจัดจำหน่าย
ตัวอย่างฟรีก๊อบปี้ในบ้านเรา อย่าง a day bulletin ซึ่งจัดอยู่ในหมวดนิตยสารความรู้ทั่วไป รายสัปดาห์ จัดทำโดยบริษัท เดย์ โพเอทส์ ซี่งกลายร่างมาจาก a day weekly นิตยสารข่าวรายสัปดาห์ที่เคยจำหน่าย จากกรณีคล้ายๆ กับวูเมน พลัส (Woman Plus) นิตยสารผู้หญิงและไลฟ์สไตล์ รายปักษ์ของจีเอ็ม มัลติมีเดีย
นิตยสารไอ-ทราเวล (i-travel) ไลฟ์ไตล์และท่องเที่ยวรายเดือน ที่เพิ่งคลอดมาได้ 3 เล่ม โดยการสนับสนุนงบประมาณจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ก็ตั้งใจเป็นนิตยสารแจก เพื่อผลักดันการท่องเที่ยวไทยมากขึ้น จุดวางแจกก็คงไม่ต่างจากเล่มอื่นๆ คือ ร้านกาแฟ ร้านขนม เคาน์เตอร์เซอร์วิส ฯลฯ
ส่วน บี.ไอ.วาย (B.I.Y Buy-It-Yourself magazine) เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้อ่านที่เป็นกลุ่มคนรักในการแต่งบ้าน และเริ่มชีวิตครอบครัวในบ้านใหม่ของตนเอง โดยต้องการข้อมูลเพื่อใช้ในการประกอบการตัดสินใจในการเลือกซื้อสินค้าและบริการ
247 นิตยสารไลฟ์สไตล์ รายปักษ์ โดยจีเอ็ม มัลติมีเดีย อันนี้ยังคงเหนียวแน่นกับการสนับสนุนสินค้าและบริการของห้างสรรพสินค้าในดีล ตามทิศทางของนิตยสาร
ยังมีฟรีก๊อบปี้ กูรู เดอะ แมกกาซีน บีอิ้ง บางกอก มิวส์ บรันช์ และที่มิได้เอ่ยถึงอีกหลายหัวที่มีจำนวนมากขึ้นดังกล่าว เชื่อว่าตลาดการบริโภคการอ่านยุคนี้เป็นทางเลือกสำหรับคุณผู้อ่านจริงๆ
อ่านกันฟรีๆ ก็เลือกเรื่องดีๆ ประดับสมองกันหน่อยครับ
ที่มา : http://www.aksorn.com/article/article_detail.php?content_id=845
แนะนำเว็บไซต์ www.nbthai.com
- อ่าน 402 ครั้ง
Sema.go.th
