ม.1-3

การพัฒนาแบบฝึกการอ่านเชิงวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

ชื่อเรื่อง                       การพัฒนาแบบฝึกการอ่านเชิงวิเคราะห์  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยม

                            ศึกษาปีที่ 1 

 

ผู้รายงาน                   นางเตือนใจ  วัฒนะมหาตม์ ตำแหน่ง  ครู  วิทยฐานะ  ครูชำนาญการ

 สถานศึกษา              โรงเรียนบ้านโดท่างาม  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามหาสารคาม เขต 1

 

ปีที่พิมพ์                      2551 บทคัดย่อ 

                   การศึกษาในครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนาแบบฝึกการอ่านเชิงวิเคราะห์  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย   

 

สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  80/80         เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึก

 

การอ่านเชิงวิเคราะห์  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  หลังเรียนด้วยแบบฝึกที่สร้าง

 

ขึ้น  และเพื่อหาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกการอ่านเชิงวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

 

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  โรงเรียนบ้านโดท่างาม

 

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามหาสารคาม  เขต 1 ภาคเรียนที่ 2  ปีการศึกษา 2551 จำนวน 17  คน ซึ่งได้มาโดย วิธีเลือกแบบ

 

เจาะจง  (Purposive  Sampling)  เครื่องมือที่ใช้ ในการศึกษาค้นคว้า  คือ  แบบฝึกการอ่านเชิงวิเคราะห์ จำนวน 16  แบบฝึก

 

และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านเชิงวิเคราะห์  ชนิดเลือกตอบ 4  ตัวเลือก จำนวน 30  ข้อ ซึ่งมีค่า

 

ความยากง่าย อยู่ระหว่าง .45 - .65  ค่าอำนาจจำแนก  ตั้งแต่  .30 - .73  และมีค่าความเชื่อมั่น

 

ทั้งฉบับเท่ากับ 0.87 และแบบสอบถามความพึงพอใจ จำนวน 10 ข้อ ใช้ระยะเวลาในการทดลอง 16  ชั่วโมง  ระหว่าง

 

วันที่ 6  – 27 สิงหาคม 2550  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล  คือ  ค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และค่า

 

ดัชนีประสิทธิผล  (Effectiveness  Index)

 

                   ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า 

                         1.  แบบฝึกการอ่านเชิงวิเคราะห์  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยม

 

ศึกษาปีที่ 1  มีประสิทธิภาพเท่ากับ  88.75/86.67  สูงกว่าเกณฑ์ 80/80

 

                         2.  ค่าดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกการอ่านเชิงวิเคราะห์  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 

 

สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียนด้วยแบบฝึกมีค่าเท่ากับ 0.6582 หมายความว่า 

 

นักเรียนมีความก้าวหน้าและมีความรู้ด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์  ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 

 เพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 65.82       

                3.  นักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกการอ่านเชิงวิเคราะห์ วิเคราะห์  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

 

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01

 

4.  นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกการอ่านเชิงวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียน

 

รู้ภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 อยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยโดยรวม

 เท่ากับ  4.67  และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ  0.47 

ผลิตโดย:
นางเตือนใจ วัฒนะมหาตม์

การพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

ชื่อเรื่อง                                 รายงานการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา  

                             หน่วยการเรียนรู้ยาและสารเสพติด ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

ผู้วิจัย                                      นายนิมิตร  เรืองเทพ

ส่วนราชการ                        โรงเรียนบ้านโดท่างาม   สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามหาสารคาม เขต 1              

                                                                                                  บทคัดย่อ 

                         การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้นี้มีความมุ่งหมาย เพื่อสร้างและพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้

สุขศึกษาและพลศึกษา  หน่วยการเรียนรู้ยาและสารเสพติด ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านโดท่างาม สังกัดสำนักงาน

เขตพื้นที่การศึกษามหาสารคาม เขต 1 ประชากร และ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  ภาคเรียนที่ 2

ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนบ้านโดท่างาม อำเภอเมือง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามหาสารคาม เขต 1 จำนวน 17 คน

เลือกมาโดยการเลือกแบบเจาะจง  (Purposive Sampling) ใช้เวลาทดลอง 10 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ เอกสารประกอบ

 

การเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา หน่วยการเรียนรู้ยาและสารเสพติด ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 5 เล่ม

แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ  และแบบสอบถามวัดความพึงพอใจในการเรียนโดยใช้เอกสาร

ประกอบการเรียน สถิติที่ใช้คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

                   ผลการศึกษาปรากฏ ดังนี้

                   1.  การพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา หน่วยการเรียนรู้ยาและ

สารเสพติด ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ 86.00/83.33  แสดงว่า เอกสารประกอบการเรียนที่สร้างขึ้น

มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 

                   2.  นักเรียนที่เรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนเพิ่มขึ้น จากก่อนเรียน

อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

 

 

                   3.  การศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระ

การเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา  หน่วยการเรียนรู้ยาและสารเสพติด โดยรวมนักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก

 (   = 4.78  )

ผลิตโดย:
นายนิมิตร เรืองเทพ

รายงานการใช้และพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานและเทคโนโลยี (งานเกษตร) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

ชื่อเรื่อง           รายงานการใช้และพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน  กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานและเทคโนโลยี 

                         (งานเกษตร)  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1   ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ

 ผู้ศึกษา          นายคำพันธ์  สังฆธรรม   โรงเรียนบ้านหนองนาไร่เดียว  อำเภอชื่นชม  จังหวัดมหาสารคาม            

                         สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามหาสารคาม  เขต  3

ปีที่พิมพ์         2551 

บทคัดย่อ                

                    การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน  เป็นวิธีการเรียนรู้ที่สร้างเสริมผลสัมฤทธิ์และความสามารถด้านทักษะปฏิบัติของนักเรียนให้มีคุณภาพสูงขึ้น  การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์   เพื่อพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี วิชา  งานเกษตร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 10  เล่ม ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80  เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1   ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน  เพื่อศึกษาทักษะกระบวนการทำงานเป็นกลุ่มของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1   ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ  โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน วิชา  งานเกษตร  และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มตัวอย่าง  ได้แก่  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/2  โรงเรียนบ้านหนองนาไร่เดียว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามหาสารคาม  เขต 3  ปีการศึกษา 2551 จำนวน 22  คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)  เครื่องมือที่ใช้  แผนการจัดการเรียนรู้  เอกสารประกอบการเรียน  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมินพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม  และแบบวัดความพึงพอใจ  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่  ค่าเฉลี่ย        ร้อยละ  และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน   

ผลการศึกษา  พบว่า                                   

                     1.  ผลการวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน  กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานและเทคโนโลยี  วิชา  งานเกษตร  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  มีประสิทธิภาพเท่ากับ  86.95/86.66   สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้  คือ  80/80        

                     2.  วิเคราะห์เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน  เอกสารประกอบการเรียน  กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานและเทคโนโลยี  วิชา  งานเกษตร  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  คะแนนทดสอบผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียน คิดเป็นร้อยละ  55.15   คะแนน  คะแนนทดสอบผลสัมฤทธิ์หลังเรียน คิดเป็นร้อยละเท่ากับ  86.66  คะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน

                      3.  ผลการวิเคราะห์ทักษะกระบวนการทำงานเป็นกลุ่มของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ  โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน วิชา  งานเกษตร  พบว่า  มีคะแนนรวม  1904  คะแนนเฉลี่ย  86.54   คิดเป็นร้อยละ  86.54  อยู่ในระดับดีมาก  นักเรียนที่มีคะแนนสูงสุด  คือ  เลขที่  2  มีคะแนน  96  คะแนน  คิดเป็นร้อยละ  96 นักเรียนที่มีคะแนนต่ำสุดคือ   เลขที่  19  มีคะแนน  80  คิดเป็นร้อยละ  80 

                         4.  วิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน  วิชา  งานเกษตร  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด

ผลิตโดย:
นายคำพันธ์ สังฆธรรม โรงเรียนบ้านหนองนาไร่เดียว อำเภอชื่นชม จังหวัดมหาสารคาม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามหาสารคาม เขต 3

รายงานการทดลองใช้บทเรียนสำเร็จรูปชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่องหลักการใช้ภาษา

ชื่อเรื่อง            รายงานการทดลองใช้บทเรียนสำเร็จรูปสำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง หลักการใช้ภาษา

ผู้ศึกษา            นางสุชาดา  ภัทรพรพันธ์

ตำแหน่ง           ครู

ที่ทำงาน          โรงเรียนเบญจมานุสรณ์
 

 สังกัด             สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจันทบุรี  เขต  1 

                     สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  กระทรวงศึกษาธิการ

ปีที่ศึกษา          ภาคเรียนที่ 1  ปีการศึกษา  2551

ปีที่พิมพ์             พ.ศ. 2552

บทคัดย่อ 

                    บทเรียนสำเร็จรูปเป็นนวัตกรรมทางการศึกษาที่ส่งเสริมให้นักเรียนได้รับการพัฒนาของแต่ละบุคคล การทดลองใช้

บทเรียนสำเร็จรูปเรื่อง หลักการใช้ภาษา   ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 

มีวัตถุประสงค์ คือ

1. เพื่อหาประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูปตามเกณฑ์มาตรฐาน   80/80  กลุ่มตัวอย่าง    ที่ใช้  คือ  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2  โรงเรียนเบญจมานุสรณ์  ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา  2551 จำนวน   40 คน  โดยการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย  เครื่องมือที่ใช้คือ  
บทเรียนสำเร็จรูป  เรื่อง  หลักการใช้ภาษา  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  จำนวน  80 ข้อ  มีค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.24/0.72
2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้บทเรียนสำเร็จรูป   เรื่องหลักการใช้ภาษาก่อนการทดลองและหลังการทดลองโดยใช้สถิติ t – test แบบ  Dependent  

3.  เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป   โดยใช้ค่าเฉลี่ย   ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน   และระดับคุณภาพ

ผลการทดสอบพบว่า
 1. บทเรียนสำเร็จรูปเรื่อง หลักการใช้ภาษา  ชั้น มัธยมศึกษาปีที่  2   มีประสิทธิภาพ 86.08/84.66  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน  80/80  ที่ตั้งไว้
 2. ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ก่อนทดลองและหลังทดลองแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ  .01
 3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อบทเรียนสำเร็จรูป เรื่องหลักการใช้ภาษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2 อยู่ในระดับมากที่สุด

                  สรุปได้ว่าการพัฒนาการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ยึดนักเรียนเป็นสำคัญ  นักเรียนมีความก้าวหน้าของการเรียนเพิ่มขึ้น  ดังนั้นครูผู้สอนควรมีการพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูปเพื่อจะช่วยให้นักเรียนมีการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผลิตโดย:
นางสุชาดา ภัทรพรพันธ์

เกมปริศนาอักษรไขว้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์

เกมปริศนาอักษรไขว้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์นี้  พัฒนาโดยใช้โปรแกรม HotPotatoes 6 ซึ่งสามารถดาวโหลดได้จาก http://hotpot.uvic.ca/ ง่ายต่อการใช้งาน สามารถสร้างเกม / แบบทดสอบได้หลากหลายประเภท

ผลิตโดย:
นางสาวกาญจนา ตุ่นคำแดง โรงเรียนแม่ปะวิทยาคม อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก

รายงานการใช้และพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป ประกอบการเรียนการสอน รายวิชาภาษาไทย เรื่อง หลักการใช้ภาษา ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

ชื่อเรื่อง                  รายงานการใช้และพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป  ประกอบการเรียนการสอน

      รายวิชาภาษาไทย    เรื่อง  หลักการใช้ภาษา  ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1 

 

ผู้ศึกษา                  นางจิรวดี  ทิมาภรณ์  

 

ตำแหน่ง                ครู

 

ที่ทำงาน               โรงเรียนเบญจมานุสรณ์

 

 สังกัด                   สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจันทบุรี  เขต  1 

                              สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  กระทรวงศึกษาธิการ

 

ปีที่ศึกษา               ภาคเรียนที่ 2  ปีการศึกษา  2551

 

ปีที่พิมพ์                 .. 2552

                                                                        บทคัดย่อ 

รายงานการใช้และพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป  ประกอบการเรียนการสอน รายวิชาภาษาไทย    เรื่อง  หลักการใช้ภาษา  ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  ครั้งนี้  มีจุดมุ่งหมาย  ดังนี้  1) เพื่อใช้และพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป  ประกอบการเรียนการสอน  รายวิชาภาษาไทย  เรื่อง  หลักการใช้ภาษา  ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80  2)  เพื่อเปรียบเทียบคะแนนสอบก่อนเรียน

กับคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน  ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  ที่เรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป  ประกอบการเรียนการสอน  รายวิชาภาษาไทย  เรื่อง  หลักการใช้ภาษา  3)  เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลการเรียนรู้  ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป  ประกอบการเรียนการสอน  รายวิชาภาษาไทย  เรื่อง  หลักการใช้ภาษา  4)  เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  ที่เรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป  ประกอบการเรียนการสอน รายวิชาภาษาไทย  เรื่อง  หลักการใช้ภาษา  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา  ครั้งนี้  ได้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  โรงเรียนเบญจมานุสรณ์  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจันทบุรี  เขต 1  ภาคเรียนที่ 2  ปีการศึกษา 2551  จำนวน  41  คน  ได้มาโดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบอาศัยความน่าจะเป็น (Probability Sampling)  ด้วยการสุ่มแบบง่าย (Simple  Random  Sampling)  วิธีจับฉลากนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  โรงเรียนเบญจมานุสรณ์  ภาคเรียนที่ 2  ปีการศึกษา 2551  เลือกเป็นกลุ่มตัวอย่าง  ที่เรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป  ประกอบการเรียนการสอน  รายวิชาภาษาไทย  เรื่อง  หลักการใช้ภาษา  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้  ได้แก่  บทเรียนสำเร็จรูป  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน  และแบบประเมินความพึงพอใจ  การวิเคราะห์ข้อมูล  ใช้ร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  t-test  แบบ  Dependent  Sample  ผลการศึกษา  พบว่า

 

                1.  บทเรียนสำเร็จรูป  ประกอบการเรียนการสอน  รายวิชาภาษาไทย  เรื่อง  หลักการใช้ภาษา  ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  มีประสิทธิภาพ  85.18/84.88  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80

                2.  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน  ของนักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป    สูงกว่าคะแนนสอบก่อนเรียน  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01

                3.  ดัชนีประสิทธิผล  เท่ากับ 0.7365  หรือคิดเป็นร้อยละ  73.65               

                4.  นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนบทเรียนสำเร็จรูป  ในระดับ

มากที่สุด  มีค่าเฉลี่ย  เท่ากับ  4.93

ผลิตโดย:
ครู จิรวดี ทิมาภรณ์

ประวัติศาสตร์ไทย

ประวัติศาสตร์ไทย
ประวัติศาสตร์ไทย คือประวัติศาสตร์ของประเทศไทย โดยการปกครองจะมีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นแกนกลาง ปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จนถึงการเปลี่ยนการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 และได้ปกครองในระบบประชาธิปไตยจนถึงปัจจุบัน 

ประวัติศาสตร์ที่มีการค้นพบในประเทศไทยที่เก่าแก่ที่สุดคือที่บ้านเชียง โดยสิ่งของที่ขุดพบมาจากในสมัยยุค 3,600 ปีก่อนคริสต์ศักราช โดยมีการพัฒนาเครื่องบรอนซ์ และมีการปลูกข้าว รวมถึงการติดต่อระหว่างชุมชนและมีระบอบการปกครองขึ้น

มีหลายทฤษฎีที่พยายามหาที่มาของชนชาติไท ทฤษฎีดั้งเดิมเชื่อว่าชาวไทยในสมัยก่อนเคยมีถิ่นอาศัยอยู่ขึ้นไปทางตอนเหนือถึงแถบเทือกเขาอัลไต จากนั้นได้มีการทยอยอพยพเคลื่อนย้ายลงมาทางใต้สู่คาบสมุทรอินโดจีน หลายละลอกเป็นเวลาต่อเนื่องกันหลายพันปี โดยเชื่อว่าเกิดจากการแสวงหาทรัพยากรใหม่ แต่ทฤษฎีนี้ขาดหลักฐานทางโบราณคดีที่น่าเชื่อถือได้ ในขณะเดียวกันก็มีหลายทฤษฎีที่อธิบายว่าเดิมชนชาติไท ได้อาศัยอยู่เป็นบริเวณกว้างขวางในทางตอนใต้ของจีนจนถึงภาคเหนือของไทยและได้มีการอพยพลงใต้เรื่อย ๆ เข้ามาอาศัยอยู่ในดินแดนคาบสมุทรอินโดจีน จากนั้นได้อาศัยกระจัดกระจายปะปนกับกลุ่มชนดั้งเดิมในพื้นที่ โดยไม่มีปัญหามากนัก ซึ่งอาจเนื่องด้วยดินแดนคาบสมุทรอินโดจีนในช่วงเวลานั้นยังมีพื้นที่และทรัพยากรธรรมชาติเป็นจำนวนมาก ในขณะที่มีกลุ่มชนอาศัยอยู่เบาบาง ปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรจึงไม่รุนแรง รวมทั้งลักษณะนิสัยของชาวไทนั้นเป็นผู้อ้อนน้อมและประนีประนอม ความสัมพ้นธ์ระหว่างชาวไทยกลุ่มต่างๆ อาจมีการติดต่ออย่างใกล้ชิดอยู่บ้าง ในฐานะของผู้มีภาษาวัฒนธรรมและที่มาอันเดียวกัน แต่การรวมตัวเป็นนิคมขนาดใหญ่หรือแว่นแคว้นยังไม่ปรากฏ ในเวลาต่อมา เมื่อมีชาวไทยอพยพลงมาอาศัยอยู่ในดินแดนคาบสมุทรอินโดจีนเป็นจำนวนมากขึ้น ชาวไทยจึงเริ่มมีบทบาทในภูมิภาค แต่ก็ยังคงจำกัดอยู่เพียงการเป็นกลุ่มอำนาจย่อย ๆ ภายใต้อำนาจการปกครองของชาวมอญและขอม กระทั่งอำนาจของขอมในดินแดนที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาเริ่มอ่อนกำลังลง กลุ่มชนที่เคยตกอยู่ภายใต้อำนาจปกครองของขอม รวมทั้งกลุ่มของชาวไทย

ในช่วงต่อมา มีการปกครองของหลายอาณาจักรในบริเวณที่เป็นประเทศไทยในปัจจุบัน ได้แก่ ชาวมาเลย์ ชาวมอญ ชาวขอม โดยอาณาจักรที่สำคัญได้แก่ อาณาจักรทวารวดีในตอนกลาง อาณาจักรศรีวิไชยในตอนใต้ และอาณาจักรขอมซึ่งมีศูนย์กลางการปกครองที่นครวัด โดยคนไทยมีการอพยพมาจากดินแดนทางตะวันตกเฉียงใต้และทางใต้ของจีน ผ่านทางประเทศลาว  คลิกเข้าสู่เนื้อหา

เนื้อหาเพิ่มเติม http://th.wikipedia.org/wiki/

เว็บไซต์ดีดีแนะนำ www.nbthai.com

ผลิตโดย:
โรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพล

ภาวะโลกร้อน

ภาวะโลกร้อน

      ภาวะโลกร้อน (Global Warming) หรือ ภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง (Climate Change) เป็นปัญหาใหญ่ของโลกเราในปัจจุบัน สังเกตได้จาก อุณหภูมิ ของโลกที่สูงขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุหลักของปัญหานี้ มาจาก ก๊าซเรือนกระจก ค่ะ (Greenhouse gases)

ปรากฏการณ์เรือนกระจก มีความสำคัญกับโลก เพราะก๊าซจำพวก คาร์บอนไดออกไซด์ หรือ มีเทน จะกักเก็บความร้อนบางส่วนไว้ในในโลก ไม่ให้สะท้อนกลับสู่บรรยากาศทั้งหมด มิฉะนั้น โลกจะกลายเป็นแบบดวงจันทร์ ที่ตอนกลางคืนหนาวจัด (และ ตอนกลางวันร้อนจัด เพราะไม่มีบรรยากาศ กรองพลังงาน จาก ดวงอาทิตย์) ซึ่งการทำให้โลกอุ่นขึ้นเช่นนี้ คล้ายกับหลักการของ เรือนกระจก (ที่ใช้ปลูกพืช) จึงเรียกว่า ปรากฏการณ์เรือนกระจก (Greenhouse Effect) ค่ะ

แต่การเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของ CO2 ที่ออกมาจาก โรงงานอุตสาหกรรม รถยนต์ หรือการกระทำใดๆที่เผา เชื้อเพลิงฟอสซิล (เช่น ถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ หรือ สารประกอบไฮโดรคาร์บอน ) ส่งผลให้ระดับปริมาณ CO2 ในปัจจุบันสูงเกิน 300 ppm (300 ส่วน ใน ล้านส่วน) เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 6 แสนปี

ซึ่ง คาร์บอนไดออกไซด์ ที่มากขึ้นนี้ ได้เพิ่มการกักเก็บความร้อนไว้ในโลกของเรามากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดเป็น ภาวะโลกร้อน ดังเช่นปัจจุบัน

ภาวะโลกร้อนภายในช่วง 10 ปีนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 มานี้ ได้มีการบันทึกถึงปีที่มีอากาศร้อนที่สุดถึง 3 ปีคือ ปี พ.ศ. 2533, พ.ศ.2538 และปี พ.ศ. 2540 แม้ว่าพยากรณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ยังมีความไม่แน่นอนหลายประการ แต่การถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์ได้เปลี่ยนหัวข้อจากคำถามที่ว่า "โลกกำลังร้อนขึ้นจริงหรือ" เป็น "ผลกระทบจากการที่โลกร้อนขึ้นจะส่งผลร้ายแรง และต่อเนื่องต่อสิ่งที่มีชีวิตในโลกอย่างไร" ดังนั้น ยิ่งเราประวิงเวลาลงมือกระทำการแก้ไขออกไปเพียงใด ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็จะยิ่งร้ายแรงมากขึ้นเท่านั้น และบุคคลที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือ ลูกหลานของพวกเราเอง  คลิกเข้าสู่เนื้อหา

เนื้อหาเพิ่มเติม http://www.thaigoodview.com/library/teachershow/lopburi/usa_s/global_warming/sec01p01.html

เว็บไซต์ดีดีๆแนะนำ www.nbthai.com

ผลิตโดย:
โรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพล

ลอยกระทง

ลอยกระทง

วันลอยกระทง เป็นวันสำคัญวันหนึ่งของชาวไทย ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติไทย ตาม "มักจะ" ตกอยู่ในราวเดือนพฤศจิกายน ตามปฏิทินสุริยคติ ประเพณีนี้กำหนดขึ้นเพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์และขอขมาต่อพระแม่คงคา บางหลักฐานเชื่อว่าเป็นการบูชารอยพระพุทธบาทที่ริมฝั่งแม่น้ำนัมทามหานที และบางหลักฐานก็ว่าเป็นการบูชาพระอุปคุตอรหันต์หรือพระมหาสาวก สำหรับประเทศไทยประเพณีลอยกระทงได้กำหนดจัดในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่ติดกับแม่น้ำ ลำคลอง หรือ แหล่งน้ำต่าง ๆ ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็จะมีเอกลักษณ์ที่น่าสนใจแตกต่างกันไป

ในวันลอยกระทง ผู้คนจะพากันทำ "กระทง" จากวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ตบแต่งเป็นรูปคล้ายดอกบัวบาน ปักธูปเทียน และนิยมตัดเล็บ เส้นผม หรือใส่เหรียญกษาปณ์ลงไปในกระทง แล้วนำไปลอยในสายน้ำ (ในพื้นที่ติดทะเล ก็นิยมลอยกระทงริมฝั่งทะเล) เชื่อว่าเป็นการลอยเคราะห์ไป นอกจากนี้ยังเชื่อว่าการลอยกระทง เป็นการบูชาพระแม่คงคาด้วย  คลิกเข้าสู่เนื้อหา

เนื้อหาเพิ่มเติม http://th.wikipedia.org/

เว็บไซต์ดีดีแนะนำ www.nbthai.com

ผลิตโดย:
โรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพล

ลูกเสือไทย

ลูกเสือไทย คลิกเข้าสู่เนื้อหา

ผลิตโดย:
โรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพล

คอมพิวเตอร์ช่วยสอนวิชาธุรกิจ

คอมพิวเตอร์ช่วยสอนวิชาธุรกิจ คลิกเข้าสู่เนื้อหา

 เว็บไซต์ดีดีแนะนำ www.nbthai.com

ผลิตโดย:
โรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพล

อาหารไทย

อาหารไทย

อาหารไทย เป็นอาหารประจำของชนชาติไทย ที่มีการสั่งสมและถ่ายทอดมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อดีต จนเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ถือได้ว่าอาหารไทยเป็นวัฒนธรรมประจำชาติที่สำคัญของไทย ขณะที่อาหารพื้นบ้าน หมายถึง อาหารที่นิยมรับประทานกันเฉพาะท้องถิ่น ซึ่งเป็นอาหารที่ทำขึ้นได้ง่าย โดยอาศัยพืชผักหรือเครื่องประกอบอาหารที่มีอยู่ในท้องถิ่น มีการสืบทอดวิธีปรุงและการรับประทานต่อๆ กันมา

จุดกำเนิดอาหารไทย อาหารไทยมีจุดกำเนิดพร้อมกับการตั้งชนชาติไทย และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงปัจจุบัน จากการศึกษาของ อาจารย์กอบแก้ว นาจพินิจ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เรื่องความเป็นมาของอาหารไทยยุคต่างๆ สรุปได้ดังนี้ [

สมัยสุโขทัย
              อาหารไทยในสมัยสุโขทัยได้อาศัยหลักฐานจากศิลาจารึก และวรรณคดี สำคัญคือ ไตรภูมิพระร่วงของพญาลิไท ที่ได้กล่าวถึงอาหารไทยในสมัยนี้ว่า มีข้าวเป็นอาหารหลัก โดยกินร่วมกับกับข้าว ที่ส่วนใหญ่ได้มาจากปลา มีเนื้อสัตว์อื่นบ้าง การปรุงอาหารได้ปรากฏคำว่า “แกง” ใน ไตรภูมิพระร่วงที่เป็นที่มาของคำว่า ข้าวหม้อแกงหม้อ ผักที่กล่าวถึงในศิลาจารึก คือ แฟง แตงและน้ำเต้า ส่วนอาหารหวานก็ใช้วัตถุดิบพื้นบ้าน เช่น ข้าวตอกและน้ำผึ้ง ส่วนหนึ่งนิยมกินผลไม้แทนอาหารหวาน

สมัยอยุธยา
             สมัยนี้ถือว่าเป็นยุคทองของไทย ได้มีการติดต่อกับชาวต่างประเทศมากขึ้นทั้งชาวตะวันตกและตะวันออก จากบันทึกเอกสารของชาวต่างประเทศ พบว่าคนไทยกินอาหารแบบเรียบง่าย ยังคงมีปลาเป็นหลัก มีต้ม แกง และคาดว่ามีการใช้น้ำมันในการประกอบอาหารแต่เป็นน้ำมันจากมะพร้าวและกะทิมากกว่าไขมันหรือน้ำมันจากสัตว์มากขึ้น คนไทยสมัยนี้มีการถนอมอาหาร เช่นการนำไปตากแห้ง หรือทำเป็นปลาเค็ม มีอาหารประเภทเครื่องจิ้ม เช่นน้ำพริกกะปิ นิยมบริโภคสัตว์น้ำมากกว่าสัตว์บก โดยเฉพาะสัตว์ใหญ่ ไม่นิยมนำมาฆ่าเพื่อใช้เป็นอาหาร ได้มีการกล่าวถึงแกงปลาต่างๆ ที่ใช้เครื่องเทศ เช่น แกงที่ใส่หัวหอม กระเทียม สมุนไพรหวาน และเครื่องเทศแรงๆ ที่คาดว่านำมาใช้ประกอบอาหารเพื่อดับกลิ่นคาวของเนื้อปลา หลักฐานจากการบันทึกของบาทหลวงชาวต่างชาติที่แสดงให้เห็นว่าอาหารของชาติต่าง ๆ เริ่มเข้ามามากขึ้นในสมเด็จพระนารายณ์ เช่น ญี่ปุ่น โปรตุเกส เหล้าองุ่นจากสเปนเปอร์เซีย และฝรั่งเศส สำหรับอิทธิพลของอาหารจีนนั้นคาดว่าเริ่มมีมากขึ้นในช่วงยุคกรุงศรีอยุธยาตอนปลายที่ ไทยตัดสัมพันธ์กับชาติตะวันตก ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าอาหารไทยในสมัยอยุธยา ได้รับเอาวัฒนธรรมจากอาหารต่างชาติ โดยผ่านทางการมีสัมพันธไมตรีทั้งทางการทูตและทางการค้ากับประเทศต่างๆ และจากหลักฐานที่ปรากฏทางประวัติศาสตร์ว่าอาหารต่างชาติส่วนใหญ่แพร่หลาย อยู่ในราชสำนัก ต่อมาจึงกระจายสู่ประชาชน และกลมกลืนกลายเป็นอาหารไทยไป ในที่สุด

สมัยธนบุรี
           จากหลักฐานที่ปรากฏในหนังสือแม่ครัวหัวป่าก์ ซึ่งเป็นตำราการทำกับข้าวเล่มที่ 2 ของไทย ของท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงษ์ พบความต่อเนื่องของวัฒนธรรมอาหารไทยจากกรุงสุโขทัยมาถึงสมัยอยุธยา และสมัยกรุงธนบุรี และยังเชื่อว่าเส้นทางอาหารไทยคงจะเชื่อมจากกรุงธนบุรีไปยังสมัยรัตน โกสินทร์ โดยผ่านทางหน้าที่ราชการและสังคมเครือญาติ และอาหารไทยสมัยกรุงธนบุรีน่าจะคล้ายคลึงกับสมัยอยุธยา แต่ที่พิเศษเพิ่มเติมคือมีอาหารประจำชาติจีน [แก้] สมัยรัตนโกสินทร์ การศึกษาความเป็นมาของอาหารไทยในยุครัตนโกสินทร์นี้ได้จำแนกตามยุคสมัยที่นักประวัติศาสตร์ได้กำหนดไว้ คือ ยุคที่ 1 ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 จนถึงรัชกาลที่ 3 และยุคที่ 2 ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 จนถึงรัชกาลปัจจุบัน ดังนี้

สมัยรัตนโกสินทร์ ยุคที่ 1 (พ.ศ. 2325 – พ.ศ. 2394) อาหารไทยในยุคนี้เป็นลักษณะเดียวกันกับสมัยธนบุรี แต่มีอาหารไทยเพิ่มขึ้นอีก 1 ประเภท คือ นอกจากมีอาหารคาว อาหารหวานแล้วยังมีอาหารว่างเพิ่มขึ้น ในช่วงนี้อาหารไทยได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมอาหารของประเทศจีนมากขึ้น และมีการปรับเปลี่ยนเป็นอาหารไทย ในที่สุด จากจดหมายความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี ที่กล่าวถึงเครื่องตั้งสำรับคาวหวานของพระสงฆ์ ในงานสมโภชน์ พระพุทธมณีรัตนมหาปฏิมากร (พระแก้วมรกต) ได้แสดงให้เห็นว่ารายการอาหารนอกจากจะมีอาหารไทย เช่น ผัก น้ำพริก ปลาแห้ง หน่อไม้ผัด แล้วยังมีอาหารที่ปรุงด้วยเครื่องเทศแบบอิสลาม และมีอาหารจีนโดยสังเกตจากการใช้หมูเป็นส่วนประกอบ เนื่องจากหมูเป็นอาหารที่คนไทยไม่นิยม แต่คนจีนนิยม บทพระราชนิพนธ์กาพย์เห่เรือชมเครื่องคาวหวาน ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้ ทรงกล่าวถึงอาหารคาวและอาหารหวานหลายชนิด ซึ่งได้สะท้อนภาพของอาหารไทยในราชสำนักที่ชัดเจนที่สุด ซึ่งแสดงให้เห็นลักษณะของอาหารไทยในราชสำนักที่มีการปรุงกลิ่น และรสอย่างประณีต และให้ความสำคัญของรสชาติอาหารมากเป็นพิเศษ และถือว่าเป็นยุคสมัยที่มีศิลปะการประกอบอาหารที่ค่อนข้างสมบูรณ์ที่สุด ทั้งรส กลิ่น สี และการตกแต่งให้สวยงามรวมทั้งมีการพัฒนาอาหารนานาชาติให้เป็นอาหารไทย จากบทพระราชนิพนธ์ทำให้ได้รายละเอียดที่เกี่ยวกับการแบ่งประเภทของอาหาร คาวหรือกับข้าวและอาหารว่าง ส่วนทีเป็นอาหารคาวได้แก่ แกงชนิดต่างๆ เครื่องจิ้ม ยำต่างๆ สำหรับอาหารว่างส่วนใหญ่เป็นอาหารว่างคาว ได้แก่ หมูแนม ล่าเตียง หรุ่ม รังนก ส่วนอาหารหวานส่วนใหญ่เป็นอาหารที่ทำด้วยแป้งและไข่เป็นส่วนใหญ่ มีขนมที่มีลักษณะอบกรอบ เช่น ขนมผิง ขนมลำเจียก และมีขนมที่มีน้ำหวานและกะทิเจืออยู่ด้วย ได้แก่ ซ่าหริ่ม บัวลอย เป็นต้น นอกจากนี้ วรรณคดีไทย เรื่องขุนช้างขุนแผน ซึ่งถือว่าเป็นวรรณคดีที่สะท้อนวิถีชีวิตของคนในยุคนั้นอย่างมากรวมทั้งเรื่องอาหารการกินของชาวบ้าน พบว่ามีความนิยมขนมจีนน้ำยา และมีการกินข้าวเป็นอาหารหลัก ร่วมกับกับข้าวประเภทต่างๆ ได้แก่ แกง ต้ม ยำ และคั่ว อาหารมี ความหลากหลายมากขึ้นทั้งชนิดของอาหารคาว และอาหารหวาน

สมัยรัตนโกสินทร์ ยุคที่ 2 (พ.ศ. 2394 - ปัจจุบัน) ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 ประเทศไทยมีการพัฒนาอย่างมาก และมีการตั้งโรงพิมพ์แห่งแรกในประเทศไทย ดังนั้น ตำรับอาหารการกินของไทยเริ่มมีการบันทึกมากขึ้น โดยเฉพาะในสมัยรัชกาลที่ 5 เช่นในบทพระราชนิพนธ์เรื่องไกลบ้าน จดหมายเหตุ เสด็จประพาสต้น เป็นต้น และยังมีบันทึกต่างๆ โดยผ่านการบอกเล่าสืบทอดทางเครือญาติ และบันทึกที่เป็นทางการอื่น ๆ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ได้สะท้อนให้เห็นลักษณะของอาหารไทย ที่มีความหลากหลายทั้งที่เป็น กับข้าวอาหารจานเดียว อาหารว่าง อาหารหวาน และอาหารนานาชาติ ทั้งที่เป็นวิธีปรุงของราชสำนัก และวิธีปรุงแบบชาวบ้านที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าอาหารไทยบางชนิดในปัจจุบันได้มีวิธีการปรุงหรือส่วน ประกอบของอาหารผิดเพี้ยนไปจากของดั้งเดิม จึงทำให้รสชาติของอาหารไม่ใช่ตำรับดั้งเดิม และขาดความประณีตที่น่าจะถือว่าเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญของอาหาร ไทย  คลิกเข้าสู่เนื้อหา

เนื้อหาเพิ่มเติม  http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2

เว็บไซต์แนะนำ www.nbthai.com

ผลิตโดย:
โรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพล

ปัญหาในชุมชน

ปัญหาในชุมชน คลิกเข้าสู่เนื้อหา

ผลิตโดย:
โรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพล

ไม้มงคล

ไม้มงคล

ไม้มงคลที่ใช้ในพิธีวางศิลาฤกษ์นี้ ใช้ในการก่อสร้างอาคารบ้านเรือน ก่อนทำการก่อสร้างนิยมทำพิธีวางศิลาฤกษ์ โดยใช้ไม้มงคล ๙ ชนิด ปักกับพื้นดิน ไม้ทั้ง ๙ ชนิด มีชื่อเป็นมงคลนาม ได้แก่ ไม้ราชพฤกษ์ ไม้ขนุน ไม้ชัยพฤกษ์ ไม้ทองหลาง ไม้ไผ่สีสุก ไม้ทรงบาดาล ไม้สัก ไม้พะยูง และไม้กันเกรา อ่านรายละเอียดด้านล่างครับ

๑. ไม้ราชพฤกษ์ หมายถึง ความเป็นใหญ่และมีอำนาจวาสนา

๒. ไม้ขนุน หมายถึง หนุนให้ดีขึ้นร่ำรวยขึ้น ทำอะไรจะมีผู้ให้การเกื้อหนุน

๓. ไม้ชัยพฤกษ์ หมายถึง การมีโชคชัย ชัยชนะ ชนะศัตรู ชนะอุปสรรคต่างๆ

๔. ไม้ทองหลาง หมายถึง การมีทรัพย์สินเงิน มีเงินทองใช้ไม่ขัดสน

๕. ไผ่สีสุก หมายถึง มีความสุขกายสบายใจ ไร้ทุกข์โศกโรคภัย

๖. ไม้ทรงบาดาล หมายถึง ความมั่นคง หรือทำให้บ้านมั่นคงแข็งแรง

๗. ไม้สัก หมายถึง ความมีศักดิ์ศรี ความมีเกียรติ อำนาจบารมี คนเคารพนับถือและยำเกรง

๘. ไม้พะยูง หมายถึง การพยุงฐานะให้ดีขึ้น

. ไม้กันเกรา หมายถึง ป้องกันภัยอันตรายต่างๆ หรืออีกชื่อหนึ่งว่า ตำเสา ซึ่งอาจหมายถึงทำให้เสาเรือนมั่นคง  คลิกเข้าสู่เนื้อหา

เนื้อหาเพิ่มเติม  http://www.mahamodo.com/tamnai/tamnai_miscellaneous/tree9_good.aspx

 แนะนำเว็บไซต์ www.nbthai.com

 

 

ผลิตโดย:
โรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพล

ทักษะการอ่านภาษาไทย

ทักษะการอ่านภาษาไทย

การอ่านเป็นหนึ่งในสี่ทักษะทางภาษาที่จำเป็นต้องฝึกฝนอยู่เสมอ และไม่มีวันสิ้นสุดสามารถฝึกได้เรื่อย ๆ ตามวัยและประสบการณ์ของผู้อ่าน เพราะการอ่านนั้นจะเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของมนุษย์ เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้มนุษย์ได้รับความรู้ ความคิด และความบันเทิงใจ ช่วยปรับปรุงชีวิตให้สดใสสมบูรณ์ ดังคำกล่าวของ เซอร์ ฟรานซิส เบคอน นักปรัชญาเมธีชาวอังกฤษที่ว่า “การอ่านทำคนให้เป็นคนโดยสมบูรณ์

1. ความหมายของการอ่าน
               การอ่านเป็นพฤติกรรมการรับสารที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการฟัง ปัจจุบันมีผู้รู้นักวิชาการและนักเขียนนำเสนอความรู้ ข้อมูล ข่าวสารและงานสร้างสรรค์ ตีพิมพ์ ในหนังสือและสิ่งพิมพ์อื่น ๆ มาก นอกจากนี้แล้วข่าวสารสำคัญ ๆ หลังจากนำเสนอด้วยการพูด หรืออ่านให้ฟังผ่านสื่อต่าง ๆ ส่วนใหญ่จะตีพิมพ์รักษาไว้เป็นหลักฐานแก่ผู้อ่านในชั้นหลัง ๆความสามารถในการอ่านจึงสำคัญและจำเป็นยิ่งต่อการเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพในสังคมปัจจุบัน

2. ความสำคัญของการอ่าน
               ในสมัยโบราณที่ยังไม่มีตัวหนังสือใช้ มนุษย์ได้ใช้วิธีเขียนบันทึกความทรงจำและเรื่องราวต่าง ๆ เป็นรูปภาพไว้ตามฝาผนังในถ้ำ เพื่อเป็นทางออกของอารมณ์ เพื่อเตือนความจำหรือเพื่อบอกเล่าให้ผู้อื่นได้รับรู้ด้วย แสดงถึงความพยายามและความปรารถนาอันแรงกล้าของมนุษย์ ที่จะถ่ายทอดประสบการณ์ของตนเป็นสัญลักษณ์ที่คงทนต่อกาลเวลาจากภาพเขียนตาม ผนังถ้ำ ได้วิวัฒนาการมาเป็นภาษาเขียนและหนังสือ ปัจจุบันนี้หนังสือกลายเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งต่อมนุษย์จนอาจกล่าวได้ว่าเป็น ปัจจัยอันหนึ่งในการดำรงชีวิตคนที่ไม่รู้หนังสือแม้จะดำรงชีวิตอยู่ได้ก็ เป็นชีวิตที่ไม่สมบูรณ์ ไม่มีความเจริญ ไม่สามารถประสบความสำเร็จใด ๆ ในสังคมได้หนังสือและการอ่านหนังสือจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง คลิกเข้าสู่เนื้อหา

เว็บไซต์แนะนำ www.nbthai.com

เนื้อหาเพิ่มเติม http://e-learning.mfu.ac.th/mflu/1001103/chapter5/chapter5_1.htm
 

 

ผลิตโดย:
โรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพล
Syndicate content