ศิลปะ

เครื่องเป่าไทย

เครื่องเป่า : เครื่องดนตรีไทย

          เครื่องเป่าที่มนุษย์รู้จักใช้มาแต่เดิม ได้แก่พวกหลอดไม้ไผ่ ใช้เป่าเป็นสัญญาณในการล่าสัตว์ ต่อมาใช้เป่าเขาสัตว์ ระยะหลังรู้จักทำลิ้นและเจาะรูให้สามารถเปลี่ยนระดับเสียงได้ นำมาเล่นเป็นทำนอง เช่น ขลุ่ย และ ปี่ชนิดต่าง ๆ เครื่องเป่าของไทยมี ดังนี้

 

1. ขลุ่ย เป็นเครื่องเป่าดั้งเดิมของไทย มีรูสำหรับนับเสียงสูง – ต่ำ 7 รู นอกจากใช้เป่าเล่นเพื่อความบันเทิงแล้ว ยังใช้เป่าร่วมในวงเครื่องสาย วงปี่พาทย์ไม้นวม วงมโหรี และวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์อีกด้วย ขลุ่ย มักทำจากไม้รวก ไม้ชิงชัน ไม้พะยูง และงาช้าง แต่ที่ทำจากไม้รวกจะให้เสียงนุ่มนวล ไพเราะกว่า ขลุ่ยมี 5 ชนิด คือ ขลุ่ยกรวด ขลุ่ยนก ขลุ่ยเพียงออ ขลุ่ยหลีบ และขลุ่ยอู้ ขลุ่ยมีส่วนประกอบดังนี้
- เลาขลุ่ย คือ ตัวขลุ่ย มีขนาดแตกต่างกันไปตามชนิดของขลุ่ย มักนิยมประดิษฐ์ลวดลายต่าง ๆ ลงบนตัวขลุ่ย เช่น ลายดอกพิกุล ลายหิน และลายลูกระนาด เป็นต้น

- ดาก คือ ไม้อุดปากขลุ่ย นิยมใช้ในไม้สักทอง เหลากลมให้คับแน่นกับร่องภายในของปากขลุ่ย ฝานให้เป็นช่องว่าง ลาดเอียงตลอดชิ้นดาก
ให้เป่าลมผ่านไปได้
- รูเป่า เป็นรูสำหรับเป่าลมเข้าไป

- รูปากนกแก้ว เป็นรูที่เจาะร่องรับลม จากปลายดากภายในขลุ่ย อยู่ด้านเดียวกับรูเป่า อยู่สุดปลายดากพอดี เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า รูปากนกแก้วนี้ทำให้เกิดเสียง เทียบได้กับลิ้นของขลุ่ย

- รูเยื่อ เป็นรูสำหรับบิดวัสดุที่ทำให้เสียงสั่นพริ้ว มักใช้เยื่อไม้ไผ่ หรือเยื่อหัวหอมปิด อยู่ด้านขวามือ

- รูค้ำ หรือรูนิ้วค้ำ เป็นรูสำหรับให้นิ้วหัวแม่มือปิด เพื่อบังคับเสียง และประคองเลาขลุ่ยขณะเป่า อยู่ด้านล่างเลาขลุ่ย ต่อจากรูปากนกแก้วไปทางปลายเลาขลุ่ย

- รูบังคับเสียง เป็นรูที่เจาะเรียงอยู่ด้านบนของเลาขลุ่ย มีอยู่ 7 รู ด้วยกัน

- รูร้อยเชือก มี 4 รู หรือ 2 รูก็ได้ อยู่ทางส่วนปลายของเลาขลุ่ย โดยการเจาะทะลุบน-ล่าง และ ซ้าย-ขวา ให้เยื้องกันในแต่ละคู่

เสียงขลุ่ยเกิดจากเป่าลม และใช้นิ้วมือปิดเปิดรูบังคับเสียง

1.1 ขลุ่ยหลีบ เป็นขลุ่ยขนาดเล็ก ยาวประมาณ 31 ซ.ม. มีเสียงสูงแหลมเล็ก ระดับเสียงต่ำสุดสูงกว่า เสียงต่ำสุดของขลุ่ยเพียงออขึ้นมา 3 เสียง ใช้เป่าคู่กับขลุ่ยเพียงออ หรือขลุ่ยกรวด มีอยู่สองชนิด คือ ขลุ่ยหลีบเพียงออ และขลุ่ยหลีบกรวด

 

1.2 ขลุ่ยเพียงออ เป็นขลุ่ยขนาดกลาง ยาวประมาณ 45–46ซ.ม. ระดับเสียงต่ำสุดคือ เสียงโด ของไทย ใช้เป็นหลักเทียบเสียง ในวงเครื่องสาย เครื่องตี ถ้าเล่นกับวงมโหรี ขลุ่ยเพียงออต้องมีระดับเสียง ได้ระดับเดียวกับลูกฆ้องวงใหญ่ ลูกที่ 10 ที่เรียกว่า ลูกเพียงออ

 

1.3 ขลุ่ยอู้ เป็นขลุ่ยขนาดใหญ่ ยาวประมาณ 60 เซนติเมตร ระดับเสียงต่ำสุด ต่ำกว่าระดับเสียงต่ำสุดของขลุ่ยเพียงออ ลงไปอีก 2 เสียง ใช้บรรเลงในวงปีพาทย์ดึกดำบรรพ์

 

1.4 ขลุ่ยกรวด ขลุ่ยชนิดนี้ มีเสียงสูงกว่าขลุ่ยเพียงออ 1 เสียง ใช้สำหรับวงเครื่องสายผสมที่นำเอาเครื่องดนตรีฝรั่ง มาเล่นผสมวง เช่น วงเครื่องสายผสมไวโอลิน วงเครื่องสายผสมออร์แกน มีขนาดเล็กกว่า ขลุ่ยเพียงออ ระดับเสียงต่ำสุดสูงกว่า ระดับเสียงของขลุ่ยเพียงอออยู่ 1 เสียง

 

1.5 ขลุ่ยนก เป็นขลุ่ยพิเศษ ทำขึ้นเพื่อ เสียงสัตว์ต่างๆ โดยเฉพาะนก ใช้บรรเลง ประกอบในวงดนตรี เพื่อให้เกิดจินตนาการ ในการฟังเพลงได้ดียิ่งขึ้น บางครั้งยังใช้ ลิ้นปี่มาประกอบกับ ตัวขลุ่ยเพื่อเลียนเสียงไก่ ขลุ่ยพิเศษเหล่านี้นิยมใช้บรรเลง เพลงตับนก และตับภุมรินทร์

 

2. ปี่ เป็นเครื่องดนตรีประเภทเป่า ปกติ เลาปี่ ทำด้วยไม้แก่น ต่อมามีผู้คิดทำด้วยงา โดยกลึงให้เป็นรูปบานหัว และบานท้าย ช่วงกลางป่อง ภายในกลวง ทางหัวใส่ลิ้นเป็นช่องรูเล็ก ทางท้ายปากรูใหญ่ ใช้งา ชัน หรือวัสดุอย่างอื่นมาหล่อเสริมตอนหัว และตอนท้าย เรียกว่า "ทวน" ทางหัวเรียกว่า "ทวนบน" ทางท้ายเรียกว่า "ทวนล่าง" ช่วงที่ป่องกลาง เจาะรูนิ้วสำหรับเปลี่ยนเสียง เรียงลงมาตามข้างเลาปี่ จำนวน ๖ รู ที่รูเป่าตอนทวนบนใส่สิ้นสำหรับเป่าเรียกว่า ลิ้นปี่ ทำด้วยใบตาลซ้อน ๔ ชั้น ตัดกลมผูกติดกับท่อกลมเล็ก ๆ ที่เรียกว่า "กำพวด" ทำด้วยโลหะ มีลักษณะเรียว วิธีผูกเชือกให้ลิ้นใบตาลติดกับกำพวดเรียกว่า "ผูกตะกรุดเบ็ด"
ปี่แต่เดิมคงจะใช้เป่านำวงดนตรี และใช้กับวงเครื่องตีเป็นพื้นจึงเรียกว่า วงปี่พาทย์ ปี่ไทยมีสามขนาดด้วยกันคือ ปี่นอกเป็นขนาดเล็ก ปี่กลางเป็นขนาดกลาง และปี่ในเป็นขนาดใหญ่

2.1 ปี่นอก เป็นปี่ขนาดเล็ก ยาวประมาณ 31 เซนติเมตร

 

2.2 ปี่ใน เป็นปี่ขนาดใหญ่ ยาวประมาณ 42 เซนติเมตร

 

2.3 ปี่กลาง เป็นปี่ขนาดกลาง ยาวประมาณ 37 เซนติเมตร

 

3. ปี่อ้อ เป็นปี่โบราณชนิดหนึ่งของไทย ตัวปี่ทำด้วยไม้รวก ไม่มีข้อ ยาวประมาณ 24 เซติเมตร แต่ก่อนใช้บรรเลงในวงเครื่องสาย ต่อมาใช้ขลุ่ยเพียงออ และขลุ่ยหลีบแทน

 

4. ปี่ไฉน เป็นปี่สองท่อน ถอดออกจากกันได้ ท่อนบนเรียงยาว ปลายผายออกเล็กน้อยเรียกว่า "เลาปี่" ท่อนล่างปลายบานเรียกว่า "ลำโพง" ทำด้วยไม้หรืองา ปี่ชนิดนี้เข้าใจว่าได้แบบอย่างมาจาก เครื่องดนตรีของอินเดีย ซึ่งเป็นเครื่องเป่าที่ทำด้วยไม้ ไทยใช้ปี่ชนิดนี้มาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ปัจจุบันใช้ในขบวนแห่ คู่กับปี่ชวา จ่าปีใช้เป่านำกลองชนะในกระบวนพยุหยาตรา

5. ปี่ซอ ตัวปี่ทำด้วยไม้รวกปล้องยาว มีหลายขนาด สำรับหนึ่งมี 3 เล่ม (สำหรับปี่ซอไม่ใช่ลักษณะนามว่า เลา) 5 เล่มหรือ 7 เล่ม ขนาดเล็กถึงขนาดใหญ่ มีความยาวตั้งแต่ 45 – 80 เซนติเมตร

 

6. ปี่ชวา เป็นปี่สองท่อน รูปร่างลักษณะเหมือนปี่ไฉน แต่ย่าวกว่า ทำด้วยไม้หรืองา เนื่องจามีขนาดยาวกว่าปี่ไฉน จึงให้เสียงแตกต่างไปจานปี่ไฉน เข้าใจว่าไทยนำปีชวาเข้ามาใช้คราวเดียวกับ กลองแขก จากหลักฐานพบว่ามีการใช้ปี่ชวา ในกระบวนพยุหยาตรา ในสมัยอยุธยาตอนต้น

 

7. ปี่มอญ เป็นปี่สองท่อน เหมือนปี่ชวา แต่มีขนาดใหญ่และยาวกว่า เลาปี่ทำด้วยไม้ ลำโพงทำด้วยโลหะ ใช้บรรเลงในวงปี่พาทย์มอญ หรือสมัยก่อนเรียกว่า ปีพาทย์รา ใช้บรรเลงในวงปี่พาทย์มอญโดยเฉพาะ ให้เสียงโหยหวน เศร้า

8. แคน ทำด้วยไม้ซาง ขนาดเท่านิ้วมือใส่นิ้วตรงกลางลำ นำมาเรียงลำดับผูกติดกันเป็นแถว แถวละ 7 - 8 ลำ แคนเป็นเครื่องดนตรีพื้นเมืองของชาวไทยภาคอีสาน ใช้เป่าประกอบในการเล่นพื้นเมือง ที่เรียกว่า “หมอลำ”

 

9. แตร เป็นเครื่องดนตรีประเภทเป่า ทำด้วยโลหะ แตรที่ใช้ในการพระราชพิธีของไทยมาแต่โบราณ มี 2 ชนิด คือ แตรงอนและแตรฝรั่ง

 

9.1 แตรงอน มีลักษณะงอนบานปลาย ไทยได้แบบอย่างมาจากอินเดียและมีชื่อซึ่งแปลความหมายว่าเขาสัตว์ ซึ่งเดิมคงทำจากเขาสัตว์ ทำด้วยโลหะชุบเงิน ทำเป็นสองท่อนสวมต่อกัน ท่อนแรกเป็นหลอดโค้งเรียวยาว สำหรับเป่าลมปากตรงที่เป่าทำให้บานรับกับริมฝีปาก เรียกว่า "กำพวด" ท่อนปลายเป็นลำโพง มีเส้นเชือกริบบิ้นผูกโยง ท่อนเป่ากับท่อนลำโพงไว้ด้วยกัน ใช้บรรเลงร่วมกับสังข์ในงานพระราชพิธีเกียรติยศ เช่น พระมหากษัตริย์เสด็จออกรับทูตเป็นทางราชการ ใช้ในงานเสด็จพระราชดำเนิน โดยขบวนพยุหยาตรา ทางชลมารค สถลมารค และจนขบวนแห่งอย่างอื่น ซึ่งจะต้องเป่าแตรสังข์เป็นเครื่องประโคมสำหรับพระราชอิสริยยศด้วย

 

9.2 แตรฝรั่ง มีลักษณะบานปลายคล้ายดอกลำโพง ใช้ร่วมกับแตรงอนและสังข์ในพระราชพิธี เหตุที่ไทยเราเรียกว่า “แตร” นั้นคงจะเรียกตามเสียงที่ได้ยิน เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "แตรลำโพง" มีลักษณะ ปากบานคล้ายดอกลำโพง ในกฎมณเฑียรบาล เรียกว่า "แตรลางโพง" ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เรียกว่า "แตรวิลันดา"

 

10. สังข์ เป็นหอยทะเลชนิดหนึ่ง เปลือกขรุขระ ต้องเอามาขัดให้เรียบและเกลี้ยงเสียก่อน แล้วเจาะก้นหอยให้ทะลุเป็นรูเป่า เครื่องเป่าชนิดนี้ไม่มีลิ้น ต้องเป่าด้วยริมฝีปาก ไทยได้แบบอย่างการใช้สังข์เป่าในงานพระราชพิธีมาจากอินเดีย การใช้เครื่องเป่าชนิดนี้ ถือเป็นของขลังและศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะในงานที่มีเกียรติสูงศักดิ์ร่วมกับแตรงอนและแตรฝรั่ง

 http://blog.eduzones.com/omike/3676

นางสาว เก๋ อุปนำ ม.6/2 เลขที่ 17

โรงเรียนแม่ปะวิทยาคม

ผลิตโดย:
เก๋ อุปนำ

เครื่องดนตรีไทย

“เครื่องดนตรี” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายไว้ว่า เป็นเครื่องบรรเลง
ซึ่งมีเสียงดัง ทำให้รู้สึกเพลิดเพลิน หรือเกิดอารมณ์รัก โศก และรื่นเริงได้ตามทำนองเพลง
เครื่องดนตรีไทยเป็นมรดกทางวัฒนธรรมซึ่งบรรพบุรุษของเราได้สร้างสมไว้ และ
เป็นเครื่องหมาย อย่างหนึ่งที่แสดงลักษณะเฉพาะของชาติไทย เช่นเดียวกับภาษา และ ศิลปวัฒนธรรม
ด้านอื่น ๆ สมควรที่เราจะภาคภูมิใจและช่วยกันทะนุบำรุง ส่งเสริมและรักษาไว้ให้ดำรงคงอยู่สืบไป
ในเบื้องต้นนี้ เราควรจะต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับดนตรีไทย อันอาจจะก่อให้เกิดความรักและ ความสนใจ
ดนตรีไทยขึ้นมาได้ ต่อไปนี้จะขอแนะนำให้รู้จักส่วนหนึ่งของ "ดนตรีไทย" คือ "เครื่องดนตรีไทย"

คลิกเข้าสู่เนื้อหา

 

แหล่งที่มา  :  http://www.bs.ac.th/musicthai/

ผลิตโดย:
โรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพล

ประวัติดนตรีตะวันตก

           การศึกษาวิชาประวัติดนตรีตะวันตกหลายคนคงคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัวเหลือเกินและมักมีคำถามเสมอว่าจะศึกษาไปทำไมคำตอบก็คือ ดนตรีตะวันตกเป็นรากเหง้าของดนตรีที่เราได้ยินได้ฟังกันทุกวันนี้                  ความเป็นมาของดนตรีหรือประวัติศาสตร์ดนตรีนั้นหมายถึงการมองย้อนหลังไปในอดีตเพื่อพยายามทำความเข้าใจกับแง่มุมต่าง ๆ ของอดีตในแต่ละสมัยนับเวลาย้อนกลับไปเป็นเวลาหลายพันปีจากสภาพสังคมที่แวดล้อม ทัศนะคติและรสนิยมของผู้สร้างสรรค์และผู้ฟังดนตรีในแต่ละสมัยนั้นแตกต่างกันอย่างไรจากการลองผิดลองถูกลองแล้วลองอีกการจินตนาการ ตามแนวคิดของผู้ประพันธ์เพลง จนกระทั่งกลั่นกรองออกมาเป็นเพลงให้ผู้คนได้ฟังกันจนถึงปัจจุบันนี้
          การศึกษาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์หรือการมองย้อนกลับไปในอดีตนั้นนอกจากเป็นไปเพื่อความสุขใจในการได้ศึกษาเรียนรู้และรับทราบเรื่องราวของอดีตโดยตรงแล้วยังเป็นการศึกษา เป็นแนวทางเพื่อทำความเข้าใจดนตรีที่เกิดขึ้นและการเปลี่ยนแปลงในแง่ของดนตรีในปัจจุบันและเพื่อนำมาใช้ในการทำนายหรือคาดเดาถึงแนวโน้มของดนตรีในอนาคตด้วย

 

คลิกเพื่อเข้าสู่เนื้อหา

 

แหล่งที่มา  :  http://www.lks.ac.th/band/page8.htm

 

เว็บไซต์แนะนำ www.nbthail.com

 

 

ผลิตโดย:
โรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพล

วงดนตรีพื้นบ้านอีสาน

               ดนตรีพื้นบ้านภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) มีวิวัฒนาการมายาวนานนับพันปี เริ่มจากในระยะต้น มีการใช้วัสดุท้องถิ่นมาทำเลียนสียงจากธรรมชาติ ป่าเขา เสียงลมพัดใบไม้ไหว เสียงน้ำตก เสียงฝนตก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเสียงสั้นไม่ก้อง ในระยะต่อมาได้ใช้วัสดุพื้นเมืองจากธรรมชาติมาเป่า เช่น ใบไม้ ผิวไม้ ต้นหญ้าปล้องไม้ไผ่ ทำให้เสียงมีความพลิ้วยาวขึ้น จนในระยะที่ 3 ได้นำหนังสัตว์และเครื่องหนังมาใช้เป็นวัสดุสร้างเครื่องดนตรีที่มีความไพเราะและรูปร่างสวยงามขึ้น เช่น กรับ เกราะ ระนาด ฆ้อง กลอง โปง โหวด ปี พิณ โปงลาง แคน เป็นต้น โดยนำมาผสมผสานเป็นวงดนตรีพื้นบ้านภาคอีสานที่มีลักษณะเฉพาะตามพื้นที่ 3 กลุ่ม คือ กลุ่มอีสานเหนือ และอีสานกลางจะนิยมดนตรีหมอลำที่มีการเป่าแคนและดีดพิณประสานเสียงร่วมกับการขับร้อง ส่วนกลุ่มอีสานใต้จะนิยมดนตรีกันตรึมซึ่งเป็นดนตรีบรรเลงที่ไพเราะของชาวอีสานใต้ที่มีเชื้อสายเขมร นอกจากนี้ยังมีวงพิณพาทย์และวงมโหรีด้วยชาวบ้านแต่ละกลุ่มก็จะบรรเลงดนตรีเหล่านี้กันเพื่อ ความสนุกสนานครื้นเครง ใช้ประกอบการละเล่น การแสดง และพิธีกรรมต่าง ๆเช่น ลำผีฟ้า ที่ใช้แคนเป่าในการรักษาโรค และงามศพแบบอีสานที่ใช้วงตุ้มโมงบรรเลง นับเป็นลักษณะเด่นของดนตรีพื้นบ้านอีสานที่แตกต่างจากภาคอื่น ๆ

คลิกเพื่อเข้าสู่เนื้อหา

 

แหล่งที่มา   :  http://www.vcharkarn.com/vcafe/145925

 

เว็บไซต์แนะนำ www.nbthail.com

 

 

ผลิตโดย:
โรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพล

เครื่องดนตรีสากล

ประวัติความเป็นมาของดนตรีสากล

        ดนตรีสากลเป็นดนตรีประเภทหนึ่งที่ชาวตะวันตกได้นำมาเผยแพร่จนเป็นที่รู้จักกันทั่วโลก  จึงทำให้ชนหลายชาติหลายภาษาสามารถเล่นดนตรีสากลได้

        เครื่องดนตรีสากลที่ใช้กันในชนชาติต่าง ๆ  ส่วนใหญ่เป็นมาตรฐานเดียวกัน  ชนิดเดียวกัน  มีการบันทึกทำนองเพลงโดยใช้สัญลักษณ์เดียวกัน  ซึ่งสัญลักษณ์ที่ใช้บันทึกทำนองเพลงเรียกว่า โน้ตสากล

โน้ตสากลใช้เพื่อบันทึกทำนองเพลงเพื่อกันลืมและเป็นการกำนดทำนองเพลงว่าจะใช้เสียงสั้นยาวเพียงใด  หรือเน้นเสียงหนักเบาตรงช่วงใดนอกจากนี้โน้ตสากลยังมีความหมายอื่น ๆ อีกมากมาย

        รูปแบบของดนตรีสากลในแต่ละยุคแต่ละสมัยก็จะแตกต่างกันออกไป  ดนตรีสากลได้พัฒนาทั้งรูปแบบของเพลงและเครื่องดนตรีมาสู่ยุคปัจจุบันเป็นที่นิยมทั่วโลก

 

คลิกเพื่อเข้าสู่เนื้อหา

 

แหล่งที่มา  :  http://www.thaigoodview.com/library/teachershow/sakaew/rattanachai_w/music/sec01p01.htm

 

เว็บไซต์แนะนำ www.nbthail.com

 

 

ผลิตโดย:
โรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพล

ศิลปะมวยไทยโบราณ

        จากการจำแนกเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ คนไทยมีเชื้อชาติอยู่ในกลุ่มมองโกเลีย ลักษณะร่างกายโดยทั่วไปตัวเล็กกว่าคนที่อาศัยอยู่ในเขตหนาว ความสูงโดยเฉลี่ย 5 ฟุต 3 นิ้ว ร่างกายล่ำสัน สมส่วน ทะมัดทะแมง น้ำหนักตัวน้อย มีความคล่องตัวและยืดหยุ่นสูง มือมีเนื้อนุ่มนิ่ม ผิวสีน้าตาลอ่อน ผมดกดำ ขนตามตัวมีน้อย เคราไม่ดกหนา รูปศีรษะเป็นสัดส่วนดี ลูกตาสีดำตาขาวมีสีเหลืองเล็กน้อย กระพุ้งแก้มอวบอูม ใบหน้ากลม เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศเป็นเมืองร้อนใกล้เส้นศูนย์สูตรประชาชนส่วนใหญ่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ ใช้เรือเป็นพาหนะ จึงทำให้คนไทยสวมเสื้อผ้าน้อยชิ้น ไม่สวมหมวกและรองเท้า สามารถใช้อวัยวะหมัด เท้า เข่า ศอก ได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว จึงนำไปผสมผสานกับการใช้อาวุธมีด ดาบ หอก เพื่อป้องกันตนเองและป้องกันประเทศ

....มวยไทยนั้นมีมาพร้อมกับคนไทย เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติไทยมาช้านาน ในสมัยโบราณประเทศไทยมีอาณาเขตติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ จึงมีการสู้รบกันอยู่เสมอๆ ดังนั้นชายไทยจึงนิยมฝึกมวยไทยควบคู่กับการฝึกอาวุธ ต่อมาได้วิวัฒนาการจนกลายเป็นศิลปะการต่อสู้ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากขึ้น มีลีลาการเคลื่อนไหวที่สวยงามแฝงไว้ด้วยความแข็งแกร่งดุดัน สามารถฝึกเพื่อป้องกันตนเอง เพื่อความแข็งแรงของร่างกาย และเพื่อเป็นอาชีพได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

 

คลิกเพื่อเข้าสู่เนื้อหา

 

แหล่งที่มา  :  http://student.nu.ac.th/muaythaiboran/prawatmuay.htm

 

เว็บไซต์แนะนำ www.nbthail.com

 

 

ผลิตโดย:
โรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพล

ดนตรีประเภทต่างๆ

ใน ภาษากรีก หมายถึง ศิลปะประเภทหนึ่ง ไม่เฉพาะแต่การเล่นเครื่องดนตรี การร้องเพลง หรือลีลาศเท่านั้น แต่ยังหมายรวมไปถึงอักษรศาสตร์ทุกประเภท โดยเฉพาะ บทกวี นาฎกรรม วิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ สุก รี เจริญสุข กล่าวถึงความหมายของดนตรีว่า ดนตรีเป็นงานศิลปะที่มนุษย์สร้างขึ้น โดยอาศัยเสียงเป็นสื่อถ่ายทอดความรู้สึกของศิลปิน เสียงดนตรีเป็นเสียงที่มีความงาม นำมาเรียบเรียงอย่างมีศิลปะ กลายเป็นบทเพลงความแตกต่างระหว่างเสียงดนตรีกับเสียงอื่น ๆ คือ เสียงดนตรีเป็นเสียงที่ประดิษฐ์ขึ้น โดยอาศัยความความงดงามของเสียง ศิลปินผู้สร้างเสียงได้สอดใส่อารมณ์ลงไปในเสียง เพื่อให้เสียงมีความรู้สึกทาศิลปะ

ส่วน เสียงอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เสียงดนตรี เป็นเพียงเสียงที่ขาดคุณสมบัติทางศิลปะ กล่าวคือ ขาดความรู้สึกทางศิลปะในเสียง ขาดวิญญาณศิลปินในเสียงอารมณ์ ความรู้สึก สิ่งที่มากระทบตัณหา หรือความอยาก สิ่งเหล่านี้จะถูกบันทึกลงไปในดนตรี เป็นคุณสมบัติที่สำคัญของศิลปะ อารมณ์ในดนตรีก็เหมือนกับอารมณ์ชีวิต ศิลปินถ่ายทอดลงไปในผลงานดนตรีที่มีอารมณ์ก็จะสื่อไปกระทบความรู้สึกต่อผู้ ชม หรือผู้ฟังได้ ศิลปินเก่งผลงานดี ย่อมมีโอกาสถ่ายทอดอารมณ์ไปสู่ผู้ฟังได้ดี
ดนตรี เป็นศิลปะที่ถูกนำไปแปรความหมายต่าง ๆ มากมาย การค้นหาความหมายในเสียงดนตรี นักภาษาศาสตร์ได้พยายามนำเสียงดนตรีมาตีความ ให้นิยายที่ได้ยินทั่วไปว่า “ดนตรีเป็นภาษาสากล” บางครั้งก็จะได้ยินว่า “ดนตรีเป็นภาษาของอารมณ์”
 

เว็บไซต์แนะนำ www.nbthail.com

 

ผลิตโดย:
โรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพล

ดนตรีสากล

ดนตรีสากล

        ดนตรี สากล เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาวตะวันตก เริ่มจากการที่ชาวยุโรปมีการบันทึกทำนองเพลงที่เป็นแบบแผนเดียวกันโดยใช้สัญ ลักษณะที่เรียกว่า   โน้ตสากล และใช้กับเครื่องดนตรีสากลที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนเป็นที่ยอมรับ อย่างกว้างขวาง

ประวัติความเป็นมาของดนตรีสากล

        ดนตรีสากลเป็นดนตรีประเภทหนึ่งที่ชาวตะวันตกได้นำมาเผยแพร่จนเป็นที่รู้จักกันทั่วโลก  จึงทำให้ชนหลายชาติหลายภาษาสามารถเล่นดนตรีสากลได้

        เครื่องดนตรีสากลที่ใช้กันในชนชาติต่าง ๆ  ส่วนใหญ่เป็นมาตรฐานเดียวกัน  ชนิดเดียวกัน  มีการบันทึกทำนองเพลงโดยใช้สัญลักษณ์เดียวกัน  ซึ่งสัญลักษณ์ที่ใช้บันทึกทำนองเพลงเรียกว่า โน้ตสากล

โน้ตสากลใช้เพื่อบันทึกทำนองเพลงเพื่อกันลืมและเป็นการกำนดทำนองเพลงว่าจะใช้เสียงสั้นยาวเพียงใด  หรือเน้นเสียงหนักเบาตรงช่วงใดนอกจากนี้โน้ตสากลยังมีความหมายอื่น ๆ อีกมากมาย

        รูปแบบของดนตรีสากลในแต่ละยุคแต่ละสมัยก็จะแตกต่างกันออกไป  ดนตรีสากลได้พัฒนาทั้งรูปแบบของเพลงและเครื่องดนตรีมาสู่ยุคปัจจุบันเป็นที่นิยมทั่วโลก

คลิกเข้าสู่เนื้อหา

ที่มา : http://www.thaigoodview.com/library/teachershow/sakaew/rattanachai_w/music/sec01p01.htm

 

 

 

 

 

ผลิตโดย:
โรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพล

สถาปัตยกรรมไทย

 สถาปัตยกรรมไทย   

            สถาปัตยกรรมไทย หมายถึงศิลปะการก่อสร้างของไทย อันได้แก่ อาคาร  บ้านเรือน  โบสถ์  วิหาร

  วัง สถูป และสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ   ที่มีมูลเหตุที่มาของการก่อสร้าง    การก่อสร้างอาคารบ้านเรือนในแต่ละ

ท้องถิ่น จะมีลักษณะผิดแผกแตกต่างกันไปบ้าง  ตามสภาพทางภูมิศาสตร์และคตินิยมของแต่ละท้องถิ่น

  แต่สิ่งก่อสร้างทางศาสนาพุทธมักจะมีลักษณะที่ไม่แตกต่างกันมากนัก เพราะมีความเชื่อความศรัทธา

และแบบแผนพิธีกรรมที่เหมือน ๆ กัน สถาปัตยกรรมที่มันนิยมนำมาเป็นข้อศึกษา มักเป็น  สถูป   เจดีย์ 

  โบสถ์   วิหาร หรือพระราชวัง  เนื่องจากเป็นสิ่งก่อสร้างที่คงทน    มีการพัฒนารูปแบบมาอย่างต่อเนื่อง

ยาวนาน และได้รับการสรรค์สร้างจากช่างฝีมือที่เชี่ยวชาญ พร้อมทั้งมีความเป็นมาที่สำคัญควรแก่การ

ศึกษา    อีกประการหนึ่งก็คือ สิ่งก่อสร้างเหล่านี้ ล้วนมีความทนทาน  มีอายุยาวนานปรากฎเป็นอนุสรณ์ให้

เราได้ศึกษาเป็นอย่างดี    

คลิกเข้าสู่เนื้อหา

ที่มา :http://www.prc.ac.th/newart/webart/history09.html

ผลิตโดย:
โรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพล

มวยไทย

       มวยไทย คือศิลปะการต่อสู้ของคนไทย ที่ใช้หมัด ศอก แขนท่อนล่าง เท้า แข้ง เข่า ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ศีรษะ และลำตัวในการต่อสู้ ศิลปะการต่อสู้ลักษณะนี้ หลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้มีการฝึกหัด ยกตัวอย่างเช่นกัมพูชา เรียกว่า ประดั่ญ เซเรีย ขอมมวย(Pradal Serey) ลาว เรียก มวยลายลาว(มวยเสือลากหาง)

       ประวัติศาสตร์อันยาวนานของมวยไทยเริ่มมีและใช้กันในการสงครามในสมัยก่อน ในปัจจุบันมีการดัดแปลงมวยไทยมาใช้ในกองทัพโดยเรียกว่า เลิศฤทธิ์ ซึ่งแตกต่างจากมวยไทยในปัจจุบันที่ใช้เป็นการกีฬา โดยมีการใช้นวมขึ้นเพื่อป้องกันการอันตรายที่เกิดขึ้น มวยไทยยังคงได้ชื่อว่า ศาสตร์การโจมตีทั้งแปด ซึ่งรวม สองมือ สองเท้า สองศอก และสองเข่า (บางตำราอาจเป็น นวอาวุธ ซึ่งรวมการใช้ศีรษะโจมตี หรือ ทศอาวุธ ซึ่งรวมการใช้บั้นท้ายกระแทกโจมตีด้วย)

        มวยไทยสืบทอดมาจากมวยโบราณ ซึ่งแบ่งออกเป็นแต่ละสายตามท้องที่นั้น ๆ โดยมีสายสำคัญหลัก ๆ เช่น มวยท่าเสา(ภาคเหนือ) มวยโคราช (ภาคอีสาน) มวยไชยา (ภาคใต้) มวยลพบุรีและมวยพระนคร (ภาคกลาง)มีคำกล่าวไว้ว่า "หมัดหนักโคราช ฉลาดลพบุรี ท่าดีไชยา ไวกว่าท่าเสา"

 

คลิกเข้าสู่เนื้อหา

 

แหล่งที่มา   :   http://th.wikipedia.org/wiki/มวยไทย

ผลิตโดย:
โรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพล

ประวัติดนตรีสากล

 ดนตรีตะวันตกแบ่งออกเป็น 7 สมัยใหญ่ๆ ได้ดังนี้

1. สมัยกลาง (The Middle Age ค.ศ.850-1450) พ.ศ.1393-1993 ก่อนสมัยนี้ราวศตวรรษที่ 6 ดนตรีขึ้นอยู่กับศาสนา Pope Gregorian เป็น
ผู้รวบรวมบทสวดเป็นทำนองเดียว โดยได้ต้นฉบับจากกรีก ซึ่งเป็นภาษาละติน ต่อมาจึงมี 2 ทำนอง และในสมัยกลางนี้เองได้เริ่มมีการบันทึกตัวโน้ต
โดยมีพระองค์หนึ่งเป็นชาวอิตาเลียนชื่อ Guido D'Arezzo (พ.ศ.1538-1593) ได้สังเกตเพลงสวดเก่าแก่เป็นภาษาละตินเพลงหนึ่งแต่ละประโยคจะมีเสียง
ค่อยๆ สูงขึ้น จึงนำเอาเฉพาะตัวแรกของบทสวดมาเรียงกัน จึงออกมาเป็น Do Ra Me Fa Sol La Te Do (เว้นตัว Te เอาตัวที่ 2 ) ต่อมาค.ศ.1300 (พ.ศ.1843)
ดนตรีก็เริ่มเกี่ยวกับศาสนาอย่างแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

2. สมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา (The Renasissance Period ค.ศ.1450-1650) ยุคนี้เริ่มตั้งแต่พ.ศ.1993-2143 ตรงกับสมัยโคลัมบัสและเชียสเปียร์
ดนตรีในยุคนี้มักจะเป็นการเริ่มร้องหมู่เล็กๆ ส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับการร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า ร้องกันในโบสถ์มี 4 แนว คือ โซปราโน อัลโต เทเนอร์
และเบสการร้องจะมีออร์แกนหรือขลุ่ยคลอ ดนตรีในสมัยนี้ยังไม่มีโน้ตอ่าน และมักเล่นตามเสียงร้อง

3. สมัยโบราค (BaroQue ค.ศ.1650-1750) ยุคนี้เริ่มตั้งแต่พ.ศ.2143-2293 และนักดนตรีที่มีชื่อเสียงในยุคนี้ได้แก่ บาค ไฮเดิล ในยุคต้น
ของสมัยโบราคนั้น (พ.ศ.2143-2218) มีเครื่องดนตรีประมาณ 20-30 ชิ้นสลับกันเล่น เพื่อให้มีรสชาติในการฟังเครื่องดนตรีในการคลอเสียงร้อง เช่น
ลิ้วท์ ขลุ่ย ต่อมาได้วิวัฒนาการใช้เครื่องสายมากขึ้น เพื่อประกอบการเต้นรำ รวมทั้งเครื่องลมไม้ด้วย ซึ่งในสมัยนี้ผู้อำนวยเพลงจะเล่นฮาร์พซิคอร์ด

4. สมัยคลาสสิค (Classical Period ค.ศ.1750-1825) ตั้งแต่พ.ศ.2293-2368 สมัยนี้ตรงกับการปฏิวัติและปฏิรูปในอเมริกา ไฮเดิลเป็นผู้ริเริ่ม
ในการแต่งเพลงคลาสสิค การแต่งเพลงในยุคนี้เกิดจากความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการของคีตกวี ที่จะเลือกใช้เครื่องมือให้เหมาะสมกับลีลาและโอกาส
ตามอารมณ์ของดนตรี เช่น ดนตรีลักษณะหวานก็ใช้ไวโอลิน ถ้าแสดงความองอาจกล้าหาญก็ใช้แตรทรัมเปต และถ้ามีการเดี่ยวเครื่องดนตรีต้องศึกษา
และเล่นให้ถูกต้องตามแบบแผน เพราะดนตรีในยุคนี้จะเริ่มเข้าร่องเข้ารอยมากขึ้น

5. สมัยโรแมนติก (Romantic Period ค.ศ. 1825-1900) พ.ศ.2368-2443 สมัยนี้ตรงกับสมัยนโปเ้ลียนในฝรั่งเศส เพลงในสมัยนี้ผิดไปจาก
เพลงในสมัยก่อนๆ คือ เมื่อก่อนเริ่มแรกเกี่ยวกับศาสนา ต่อมาเริ่มมีการเลือกใช้เครื่องดนตรี และพอมาถึงสมัยนี้จะแต่งตามจุดประสงค์ ตามอารมณ์ของ
คีตกวี โดยเฉพาะในยุคนี้แต่ละประเทศในยุโรปจะมีความนิยมไม่เหมือนกัน เช่น ลักษณะของเพลงร้อง เพลงประกอบละคร เพลงเต้นรำแบบวอลท์
ซึ่งมักจะเป็นไปตามความคิดของคีตกวีและความนิยมส่วนใหญ่

6. สมัยอิมเพรสชั่นนิสซึม (Impressionism ค.ศ.1850-1930) พ.ศ.2393-2473 เป็นสมัยแห่งการใช้ความคิดสร้างสรรค์ โดยดัดแปลกความ
ดั้งเดิมจากสมัยโรแมนติกให้แปลกออกไปตามจินตนาการของผู้แต่ง เปรียบเทียบได้กับการใช้สีสันในการเขียนรูปให้ฉูดฉาด ในด้านดนตรีของสมัยนี้ผู้แต่ง
มักสรรหาเครื่องดนตรีแปลกๆ จากต่างประเทศ เช่น จากอินเดียมาผสมให้มีรสชาติดีขึ้น การประสานเสียงบางครั้งแปร่งๆ ไม่รื่นหูเหมือนสมัยก่อน ก็
สามารถจำเอาทำนองเพลงจากทางเอเชียหรือประเทศใกล้เคียงมาดัดแปลงให้เหมาะสมกับดุริยางค์

7. สมัยคอนเทมพอลารี (Comtempolary ค.ศ.1930-ปัจจุบัน) หรือ Modern Music-Eletronics ตั้งแต่พ.ศ.2473 จนถึงปัจจุบัน ชีวิตของคนปัจจุบัน
อยู่กับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ คือได้รู้ ได้เห็นในสิ่งที่แปลกใหม่ เช่น ไอพ่น ยานอวกาศ ดังนั้นนักแต่งเพลงปัจจุบันจึงเปลี่ยนวิธีของการประพันธ์เพลงให้สอดคล้องกับปัจจุบันมากยิ่งขึ้น

 

 คลิกเข้าสู่เนื้อหา 

 

แหล่งที่มา  :  http://www.amint.th.gs/web-a/mint/a1.htm 

ผลิตโดย:
โรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพล

ทักษะการแกะรูปหนังตะลุง

ทักษะเบื้องต้นการแกะรูปหนังตะลุง

1. การจัดการกับแผ่นหนังก่อนทำการแกะรูป
1.1   การเลือกแผ่นหนังให้เหมาะสมกับงาน
                           -  หนังชนิดหนา  ใช้แกะรูปตัวตลก
                          -  หนังชนิดบาง  ใช้แกะรูปตัวพระ ตัวนาง เจ้าชาย เจ้าหญิง
1.2   การทำให้แผ่นหนังอ่อนตัว
                      -  ทำน้ำสบู่ในอ่างน้ำหรือกะละมัง  อาจใช้ซันไลต์แทนสบู่ก็ได้
                     -  ตัดแผ่นหนังให้พอดีกับชิ้นงานที่จะแกะรูป  นำแผ่นหนังแช่ในน้ำสบู่ 
ทิ้งไว้  1 – 2 ชั่วโมง  ให้แผ่นหนังอ่อนตัว
                           -  นำแผ่นหนังวางบนแผ่นไม้  ทิ้งไว้ให้แห้งหมาด ๆ
1.3   ทำการเขียนลายเส้นบนแผ่นหนัง

2. การใช้มีดขุด
2.1   การจับมีดขุด
ให้ด้ามมีดขุดอยู่ในอุ้งมือที่ถนัด  ใช้นิ้วชี้กดแนบกับใบมีด  หันคมมีดออกด้านนอก ดังรูป


การแกะ
 -  วางแผ่นหนังบนเขียงไม้เนื้ออ่อน
 -  กดปลายมีดบนแผ่นหนังที่เขียนลายเส้นไว้
 -  มือซ้ายกดแผ่นหนัง  ด้านซ้ายของมีดขุด  ห้ามวางมือด้านหน้ามีด  เพื่อความ
    ปลอดภัย
 -  กดปลายมีดให้ทะลุแผ่นหนัง  ผลักด้ามมีดไปข้างหน้าจนแผ่นหนังขาดเป็น
     เส้นตรงตามลายเส้นที่วาด
               -  ดึงด้ามมีดกลับ  ดันปลายมีด  สลับกันไปข้างข้างตามลายเส้นโดยไม่ยกปลายมีด
                  ออกจากแผ่นหนัง  ทำให้เป็นเส้นตรง  คมชัดไม่แตก
3. การใช้ตุ๊ดตู่เพื่อการตอกมุก
3.1   ใช้เขียงไม้เนื้อแข็งรองแผ่นหนัง
3.2   เลือกตุ๊ดตู่ตามขนาดและประเภทของงาน
3.3   กดตุ๊ดตู่บนก้อนสบู่ก่อนตอกหนัง
3.4   ใช้ค้อนตอกตามขนาดเหมาะสมกับตุ๊ดตู่
3.5   หากว่ามีเศษหนังหรือเศษไม้อัดแน่นที่ปากตุ๊ดตู่  ให้เผาไฟ ห้ามใช้เหล็กเขี่ย
3.6   การตอก
               -  การจับตุ๊ดตู่  จับด้วยมือซ้ายหรือขวาตามถนัด ใช้นิ้วชี้ นิ้วกลางและหัวแม่มือ
              -  กดตุ๊ดตู่บนก้อนสบู่หรือเทียนไขหรือขี้ผึ้งแล้วบนแผ่นหนังให้ตัวตุ๊ดตู่ตั้งตรง
              -  ตอกด้วยค้อนออกแรงพอประมาณจนหนังขาด ดึงด้ามตุ๊ดตู่ขึ้นตรงๆห้ามโยก
              -  ทำการตอกตามแนวเส้นต่อไปจนเสร็จดังรูป

ชุดฝึกทักษะที่ 1
เรื่อง      การวาดรูปบนแผ่นหนัง
จุดประสงค์     ผู้เรียนสามารถวาดรูปด้วยเหล็กจารบนแผ่นหนังได้
คำชี้แจง  ให้ผู้เรียนวาดรูปด้วยเหล็กจารบนแผ่นหนังตามขั้นตอน ดังรายละเอียดด้านล่าง
เครื่องมือ/อุปกรณ์
แผ่นหนัง
เหล็กจาร
สบู่
ขั้นตอน   
นำแผ่นหนังแช่ในน้ำสบู่  ให้แผ่นหนังอ่อนตัว  ทิ้งไว้สักครู่ ดังรูป

2. ใช้เหล็กจาร  วาดรูปที่สนใจลงบนแผ่นหนัง ดังรูป
3. ใช้น้ำสบู่ลบเส้นที่ไม่ต้องการหรือเส้นที่เขียนผิด  สักครู่เส้นจะหายไป
4. รูปสำเร็จ

ชุดฝึกทักษะที่ 2
เรื่อง      การแกะฉลุหนังตามลายเส้น
จุดประสงค์  เพื่อให้ผู้เรียนสามารถแกะฉลุหนังตามลายเส้นที่วาดไว้ได้
คำชี้แจง  ให้ผู้เรียนแกะฉลุหนังตามลายเส้นที่วาดไว้ ดังขั้นตอนที่แสดงไว้ด้านล่าง
เครื่องมือ/อุปกรณ์
1. แผ่นหนัง
2. เหล็กจาร
3. สบู่
4. เหล็กขุด
5. เขียงไม้เนื้ออ่อน
ขั้นตอน
1. นำแผ่นหนังแช่ในน้ำสบู่  ให้แผ่นหนังอ่อนตัว  แล้ววางแผ่นหนังบนเขียงไม้เนื้ออ่อน
2. วาดรูปตามความสนใจด้วยเหล็กจารบนแผ่นหนัง ดังรูป

3. วางแผ่นหนังที่วาดรูปแล้วบนเขียงไม้เนื้ออ่อน
4. ใช้มีดขุดตามลายเส้นรอบนอกของภาพ ดังรูป        

5. การจับเหล็กขุด ให้ด้ามมีดอยู่ในอุ้งมือ นิ้วชี้แนบข้างใบมีด กดปลายมีดบนแผ่นหนัง ให้แผ่นหนังขาดแล้วผลักด้ามมีดไปข้างหน้า โดยไม่ยกใบมีด ดังรูป

ชุดฝึกทักษะที่ 3
เรื่อง      การตอกมุกตามลายเส้น
จุดประสงค์     เพื่อให้นักเรียนตอกมุกตามลายเส้นบนแผ่นหนังได้
คำชี้แจง  ให้ผู้เรียนตอกมุกตามลายเส้นบนแผ่นหนัง ดังขั้นตอนด้านล่าง
เครื่องมือ/อุปกรณ์
1. แผ่นหนัง
2. เหล็กจาร
3. สบู่
4. ตุ๊ดตู่
5. มีดขุด
6. เขียงไม้เนื้อแข็ง
ขั้นตอน
1.    นำแผ่นหนังแช่ในน้ำสบู่  ให้แผ่นหนังอ่อนตัว  แล้ววางแผ่นหนังบนแผ่นไม้                                  
2.    วาดรูปตามความสนใจด้วยเหล็กจารบนแผ่นหนัง

วางแผ่นหนังที่วาดรูปแล้วบนเขียงไม้เนื้อแข็ง จะได้รูปลายเส้น ดังรูป

4. ตอกมุกตามลายเส้นภายในของภาพ ดังรูป

       5.     รูปสำเร็จ

ชุดฝึกทักษะที่ 4
เรื่อง      การระบายสีและเคลือบเงา
จุดประสงค์     เพื่อให้ผู้เรียนสามารถระบายสีและลงแลคเกอร์เคลือบเงาในภาพได้
คำชี้แจง  ให้ผู้เรียนระบายสีและลงแลคเกอร์เคลือบเงาในภาพตามขั้นตอนด้านล่าง
เครื่องมือ/อุปกรณ์
1. แผ่นหนัง
2. เหล็กจาร
3. สบู่
4. ตุ๊ดตู่
5. มีดขุด
6. เขียงไม้เนื้อแข็ง
7. สี
8. แลคเกอร์
9. พู่กัน

ขั้นตอน
1. นำแผ่นหนังแช่ในน้ำสบู่  ให้แผ่นหนังอ่อนตัว  แล้ววางแผ่นหนังบนแผ่น
หนัง                                                                                                                             
2.    วาดรูปตามความสนใจด้วยเหล็กจารบนแผ่นหนัง
.    วางแผ่นหนังที่วาดรูปแล้วบนเขียงไม้เนื้อเนื้อแข็ง
4.    ใช้ตุ๊ดตู่ตอกตามลายเส้นภายในภาพ
5.    ขุดตามลายเส้นที่วาดไว้
6.    เตรียมอุปกรณ์ทาสี ดังรูป
7. ระบายสีตามความสนใจบนรูปภาพทั้งสองด้าน ดังรูป
8. ลงแลคเกอร์                     
9. รูปสำเร็จ

ชุดฝึกทักษะที่ 5

เรื่อง   การวาดรูปตัวตลก                                                                     
จุดประสงค์     เพื่อให้นักเรียนสามารถวาดรูปตัวตลกหนังตะลุงได้
คำชี้แจง  ให้นักเรียนวาดรูปตัวตลกหนังตะลุงตามขั้นตอนด้านล่าง
เครื่องมือ/อุปกรณ์
1. แผ่นหนัง
2. เหล็กจาร
3. สบู่
4. รูปตัวตลกต้นแบบ

ขั้นตอน
1. นำแผ่นหนังแช่ในน้ำสบู่   ให้แผ่นหนังอ่อนตัว
 2. นำแผ่นหนังมาวางบนแผ่นไม้  ทิ้งไว้ให้หนังแห้งหมาด ๆ
3. ใช้เหล็กจาร วาดเส้นภายนอกรูป จากรูปต้นแบบ
วาดเส้นภายในรูปตามรูปต้นแบบ

ชุดฝึกทักษะที่ 6
เรื่อง      การแกะรูปตัวตลก
จุดประสงค์     เพื่อให้ผู้เรียนสามารถแกะรูปตัวตลกหนังตะลุงได้
คำชี้แจง  ให้ผู้เรียนแกะรูปตัวตลกหนังตะลุงตามขั้นตอนด้านล่าง
เครื่องมือ/อุปกรณ์
1. แผ่นหนัง                                7.   สี  
2.    เหล็กจาร                            8.    แลคเกอร์
3.   สบู่                                    9.    พู่กัน
4.   มีดขุด                               10.    รูปตะลกต้นแบบ
5.   ตุ๊ดตู่                                 11.   กะละมัง
6.   เขียงไม้เนื้อแข็ง

ขั้นตอน
1. นำแผ่นหนังแช่ในน้ำสบู่  ให้แผ่นหนังอ่อนตัว  แล้วนำแผ่นหนังมาวางบนแผ่นไม้  ทิ้งไว้ให้หนังแห้งหมาด
2. นำแผ่นหนังวางให้เรียบ  เอารูปตัวตลกต้นแบบวางบนแผ่นหนัง
3. ใช้เหล็กจาร  วาดตามขอบนอกของรูปต้นแบบและวาดเส้นภายในรูป นำรูปหนังที่วาดแล้วบนเขียงไม้เนื้อแข็ง 
4. ใช้มีดขุดตามลายเส้นรอบนอกของรูป  
5. ขุดมือและปาก  ดังรูปใช้ตุ๊ดตู่ตอกตามลายเส้นภายในรูป              
6.  ระบายสี  เคลือบเงาด้วยแลคเกอร์

 

ผลิตโดย:
สวัสดิ์ ด้วงช่วย

การมีตัวตน

ไปงานหนังสือกันมารึยังคะ และเห็นแถวคนดังแจกลายเซ็นมั๊ย ช่างเป็นความยาวอีกรูปแบบหนึ่งที่น่าอิจฉามาก กระแสคนดังออกหนังสือที่เคยแรงจนทุกวันนี้ก็ยังแรง เราเริ่มปล่อยใจคิดถึงแง่มุมต่างๆของการมีหนังสือประเภทนี้ไปพลางๆ แล้วพลันหลับตานึกถึง Ghost writer ขึ้นมาอย่างหลอนๆ

 
                                       

                   โบว์ ชญาดา, โหน่ง ชะชะช่า, ตัน โอเอชิ , ปุ๋ม ปนัดดา ,บอล อธิป ฯลฯ หนังสือคนดังโดยเฉพาะจากวงการบันเทิง ตอนนี้มีเกลื่อนแผงจริงๆ คงต้องมีคนตั้งข้อสังเกตกันบ้างใช่มั๊ยหละ  เอ...คนดัง ดารานักร้องเหล่านั้น เขาสามารถรอบด้านกันขนาดว่าเล่าออกมาเป็นตัวหนังสือได้เป็นเล่มอย่างที่เห็นนี้เชียวรึ

                   เพื่อให้หายสงสัย ขอแนะนำให้รู้จัก Ghost writer กันค่ะ เขาคือ นักเขียนผู้รับจ้างเขียนเรื่องราวให้กับคนผู้มีเรื่องราวมากแต่มีฝีไม้ลายมือในการเขียนน้อย  โดยการสัมภาษณ์ แล้วนำมาเรียบเรียงออกมาเป็นรูปเล่ม ให้เรื่องเล่าเหล่านั้นน่าอ่านได้เพลินอารมณ์อย่างที่ต้องการ นักเขียนรับจ้างเหล่านี้มีมานานแล้ว และมีอยู่ทั่วไปทุกมุมโลกค่ะ คงนึกออกนะคะ หนังสือขายดีของคนดังอย่าง ฮิลลารี่ คลินตัน, บารัค โอบามา , เดวิด แบคแฮม แม้ความเป็นคนดังจะนับว่าเป็นต้นทุนที่ดีเพียงใด ก็บอกได้เลยว่าความเก๋าและดีกรีขาด ของนักเล่าเรื่องราวทางตัวหนังสือก็ไม่ได้น้อยหน้าเช่นกัน ไม่อย่างนั้นแล้ว หนังสือของคนดังอาจดับก็เป็นได้

                   เพราะอย่างนั้น อย่าได้แปลกใจหากทราบค่าเหนื่อยของนักเขียนผีเหล่านี้ ซึ่งเรียกได้ว่าเฮี้ยนไม่เบาเลยก็ว่าได้ แต่ที่ต่างประเทศจะแตกต่างกับ Ghost writer บ้านเราก็ตรงที่ เขาไม่จำกัดอยู่เพียงการเขียนแนวชีวประวัติเพียงอย่างเดียว

                   ในยุคแรกๆ Ghost writer ต้องยอมรับว่าเป็นนักเขียนผีที่ไม่มีตัวตนจริงๆ เพราะความที่เจ้าของหนังสือต้องการความภาคภูมิใจในความเป็นหนังสือของตัวเอง และด้วยจรรยาบรรณของ Ghost writer เองที่จะไม่แสดงตนเป็นเจ้าของผลงานนั้นๆ เพื่อให้คนทั่วไปคิดว่าผลงานเล่มนี้เป็นการเขียนออกมาจริงๆจากเจ้าของหนังสือ ดังนั้นผู้ที่ทำหน้าที่เรียบเรียงจึงไม่ได้รับการให้เครดิตในส่วนร่วมแต่อย่างใด นี่ล่ะจึงเป็นที่มาของคำว่า Ghost writer
 นักเขียนผีผู้ไม่มีตัวตนนั้นเอง

                          

 
                   แต่ Ghost writer ยุคใหม่เริ่มไม่หลบซ่อนกันแล้วค่ะ ตามหนังสือเริ่มให้เครดิตใส่ชื่อผู้เรียบเรียงบนปก หลายคนออกมาแสดงตัวตนของการเป็น Ghost writer และตลาดของ Ghost writer ก็แน่นอนว่าโตไปตามปริมาณความต้องการของคนอยากออกหนังสือที่ไม่เชี่ยวชาญพอที่จะเรียบเรียงมันขึ้นมาได้เอง โดยเฉพาะในกลุ่มของ ดารานักร้อง คนดังในสังคม ที่อยากออกหนังสือเป็นของตัวเอง ที่แม้จะได้รับการค่อนขอดว่า หาสาระอะไรไม่ได้นัก เป็นหนังสือแฉข่าวคาวในวงการก็เท่านั้น รึคุณค่าก็เพียงเป็นคอลเล็คชั่นออกมาให้บรรดาแฟนคลับสะสมไว้มากกว่า แต่ก็ต้องยอมรับว่าในเรื่องราวของบางคนบางแง่มุมนั้นก็ชวนให้สะกิดใจและนำมาเป็นสาระได้ไม่เลวเลยทีเดียว

                   ในการทำหนังสือขึ้นมาสักเล่มนั้น เริ่มจากคนที่ต้องการมีหนังสือ จะคิดต่อหาผู้รับจ้างเขียน แน่นอนว่าผู้ที่เคยฝากฝีมือเอาไว้น่าประทับใจ หรือนักเขียนที่มากประสบการณ์ย่อมได้รับการเรียกหาก่อนใคร หลายคนอาจไม่รู้ว่า ในบางช่วงนั้น Ghost writer บางคนมีงานจ่อคิวนับสิบเล่มเลยทีเดียว เมื่อจับคู่คนเล่าเรื่องและคนถ่ายทอดได้แล้ว ทั้งคู่ก็จะทำการเข้าใจร่วมกันถึงทิศทางของหนังสือ Ghost writerที่เก่งต้องสามารถดึงความน่าสนใจออกมาจากเจ้าของหนังสือให้ได้ และถ่ายทอดมันออกมาให้มีเสน่ห์ ด้วยวิธีการทำงานแนวนี้ จึงไม่แปลกที่ Ghost writer มักเป็นคนที่เป็นนักข่าวผู้ช่ำชองงานสัมภาษณ์และมีภาษาที่ดีมาก่อน คนเหล่านี้ มีไหวพริบและจับจังหวะออกว่า อะไรที่ความน่าสนใจที่ควรดึงออกมาถ่ายทอด เมื่อได้โครงของเรื่อง ก็จะแยกว่าแต่ละบทจะต้องเขียนอย่างไร จัดนัดสัมภาษณ์เจ้าของหนังสือกันเป็นระยะๆ ซึ่งขั้นตอนนี้เองที่นับว่าใช้เวลานานทีเดียว จากนั้นก็กลับมาถอดเทปสัมภาษณ์เพื่อทำการเรียบเรียง เมื่อเขียนเสร็จในก็จะส่งให้เจ้าของเรื่องและบรรณาธิการตรวจสอบ พร้อมขัดเกลาจนออกมาเป็นหนังสือหนึ่งเล่ม

                   แต่การเป็น Ghost writer นั้นจะเป็นกันได้ง่ายๆซะเดียว เพราะการที่คุณจะสวมบทเป็นใครสักคนหนึ่งนั้น ภาษาสรรพนามที่คุณใช้ รวมทั้งอารมณ์ในการเล่าเรื่องก็ต้องควบคุมให้น่าเชื่อด้วย รวมทั้งการที่คุณต้องดูแลให้หนังสือให้ออกมาเป็นเล่ม กระบวนการทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นที่การวางเค้าโครงเรื่อง การเรียบเรียงเนื้อหา การสัมภาษณ์เพื่อดึงสิ่งที่น่าสนใจออกมาให้ได้นั้น ก็เป็นโจทย์ที่ยากเอาการอยู่เหมือนกัน เพราะ Ghost writer ไม่ใช่เพียงสัมภาษณ์แล้วกลับมาก็ถอดเทปได้ง่ายๆแค่นั้น Ghost writerส่วนใหญ่ที่คิวไม่เว้นว่างนั้น ชั่วโมงบินไม่ธรรมดาเลยล่ะค่ะ
 

                                          

                   เคยมี Ghost writer ชื่อดังคนหนึ่งเคยกล่าวไว้ประมาณว่า “Ghost writer ที่ดี ต้องเคารพในเรื่องราวของเจ้าของเรื่อง และถ่ายทอดมันออกมาอย่างซื่อสัตย์”

                   มองในด้านค่าเหนื่อยแล้วหากมองว่าคุ้มก็คุ้ม อย่างถ้าจ่ายกันในราคาเหมาครั้งเดียว คล้ายลิขสิทธิ์ซื้อขาดของหนังสือทั่วๆไป ก็เป็นหลักหมื่น โดยต่ำๆก็ยืนพื้นอยู่ที่สองหมื่นบาท ระดับหมื่นกลางๆก็เยอะหน่อย หรือแม้แต่ระดับหลักแสนก็ใช่ว่าจะไม่มี หรือการจ่ายค่าตอบแทนอีกวิธีก็คือ การใช้เป็นเปอร์เซ็นจากราคาปก ก็มักจะอยู่ในราวๆ 3-5 % จากปกคูณด้วยจำนวนเล่มที่พิมพ์ ยิ่งเล่มไหนใครดังแล้วมีการพิมพ์ซ้ำ นักเขียนก็รับเละเช่นกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นว่าจะจ่ายอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับการต่อรอง ใครจะถือไพ่เหนือกว่าแค่ไหนก็วัดใจกันเอา

                                 

                   

                   ที่นี้ก็มีอีกฝ่ายที่มองว่าไม่คุ้มค่าการทำ ค่าตอบแทนนั้นสู้เอาเวลาไปเขียนหนังสือของตัวเองก็ยังจะคุ้มค่าเสียกว่า การเขียนหนังสือให้คนอื่นแบบนี้กว่าจะเสร็จกินเวลาไม่น้อยเลยล่ะค่ะ ปกตินั้นหากเป็นเจ้าของหนังสือโดยตรงค่าตอบแทนก็จะตกอยู่ที่ 10% จากปกซึ่งเป็นเรตที่มากกว่า แต่ก็ต้องไปชั่งใจดูว่า ความสามารถในการขายนั้นจะสามารถทำยอดได้น่าชื่นใจแค่ไหน หากเป็นนักเขียนที่โด่งดัง หรือเขียนงานของตัวเองได้เยี่ยมยอดอยู่แล้ว การเอาเวลาไปสร้างสรรค์ผลงานของตัวเองก็ย่อมดูคุ้มค่าคุ้มเวลามากกว่า

                   หรือในกลุ่มของนักเขียนบางคนก็ใช่ว่าจะต่อต้านอาชีพในวงการนักเขียนลักษณะนี้ แต่อาจเพราะความถนัดรึความชอบที่แตกต่างกัน บางคนอาจด้วยความเป็นศิลปินในอารมณ์ที่ไม่ถนัดจะเขียนงานตามใบสั่งของคนอื่นก็เป็นได้  รวมทั้งอาจจะคิดได้ว่า ที่ไม่ปรากฏนักเขียนมีชื่อฝีมือดี อาจเพราะบางคนมารับทำงานนี้แต่ไม่อยากเผยตัวก็ได้

                   ความต้องการ Ghost writer และการที่มีหลายคนให้ความสนใจในอาชีพนี้ ก็เรียกได้ว่าถึงขนาดมีการจัดอบรมการเป็น Ghost writer จากผู้มีประสบการณ์และผู้ที่มีความสามารถในการเขียน มาบอกเล่าเทคนิคและแนะแนวเพื่อปรับพื้นฐานของว่าที่ Ghost writer กันเลยทีเดียว

                   ด้วยรูปแบบของการทำงาน และความต้องการ Ghost writer ที่มากเกินผู้ขายแรงานในตลาดนี้ ทำให้คนที่กระโดดลงมาในสนามนี้ บางคนเพียงใช้เวลาว่างจากงานจากอาชีพหลักก็สามารถเป็นได้ หากคามรมคมคายและดึงเรื่องออกมาเล่าได้น่าประทับใจ ร่วมทั้งหน้าใหม่ที่พากันตบเท้าเข้ามา

                   แต่ก็ใช่ว่าจะสวยหรูเสมอไป เมื่อตลาดต้องการมาก คนก็แห่กันเขามาทำงานมากขึ้น บางครั้งการตัดราคากันเองก็มี อีกทั้งการที่มีนักเขียนหน้าใหม่เข้ามาค่อนข้างมากและเป็นคนที่อาจไม่สุกงอมเพียงพอที่จะรับงานอย่างนี้ให้ออกมาดีได้ ทำให้เราพบว่าหนังสือบางเล่มทั้งที่มีวัตถุดิบที่ดีจากเจ้าของเรื่อง แต่ผู้เขียนกลับไม่สามารถนำออกมาได้ หรือแม้แต่การเล่าไปเรื่อยๆแบบที่ขาดทั้งวรรณศิลป์และอรรถรสในการวางโครงเรื่องเลยทีเดียว รวมทั้งปัญหาที่พบได้ทั่วๆไปอย่าง วางแผนตกลงทำกันด้วยดีแล้ว อยู่ๆ ก็มีการยกเลิก ซึ่งกว่าจะมาถึงขั้นตอนการสัมภาษณ์ได้นั้น ต้องผ่านการทำการบ้าน การวางธีมของหนังสือ มานานไม่น้อยทีเดียวหากมาล้มเอาดื้อๆก็ย่อมเสียหายเป็นธรรมดา

                   มาถึงวันนี้ Ghost writer คงไม่จำเป็นแล้วที่ต้องเป็นเงาซ่อนตัวเองอยู่หลังม่าน เพราะคนเราควรจะเริ่มแยกแยะได้ว่าคนเรามีความเก่งกันคนละด้าน
ดารา นักร้อง นักธุรกิจก็มีความสามารถเฉพาะกันไป แต่การที่จะสามารถเล่าเรื่องราวออกมาเป็นตัวหนังสือได้นั้นก็ควรต้องอาศัยมืออาชีพเป็นเครื่องมือ เพราไม่ว่าเรื่องราวแม้จะได้รับการขัดเกลาจากใครอย่างไร เนื้อแท้ขอมันก็คือเนื้อแท้ของมันวันยังค่ำ

                   แต่กับคนที่แอบอ้างว่าตนเองเป็นผู้เรียบเรียง และนักเขียนที่ยอมปล่อยให้เป็นแบบนั้นนอกจากดูถูกตัวเองแล้วข้าพเจ้าคิดว่าพวกเขากำลังดูถูกผู้อ่านอย่างเราๆมากทีเดียว 

ผลิตโดย:
http://www.vcharkarn.com

ดนตรีกับการฟัง

http://www.lks.ac.th/band/page1.htm   เรื่อง ดนตรีกับการฟัง  คลิกเข้าสู่เนื้อหา

ผลิตโดย:
นางสาว เอมวิกา พูสี

ประวัติดนตรีสากล

http://www.lks.ac.th/band/page8.htm

ประวัติดนตรีสากล  คลิกเข้าสู่เนื้อหา

ผลิตโดย:
นางสาว เอมวิกา พูสี
Syndicate content