ข่าวประกาศ

ญี่ปุ่นเปิดตัว"ทีวี3มิติ"เครื่องแรก ่ยืด-หดภาพด้วยปลายนิ้ว

รูปภาพของ jakapong

ประเทศ ญี่ปุ่น ซึ่งขึ้นชื่อในการพัฒนาเทคโนโลยีที่ล้ำหน้ากว่าชาติไหนๆ ย่อโลกไว้ที่ปลายนิ้วได้สำเร็จกับการพัฒนาโทรทัศน์แสดงภาพระบบ 3 มิติรุ่นแรกของโลก ที่ผู้ชมจับต้องและรู้สึกถึงภาพที่ลอยออกมาจากหน้าจอได้อย่างน่าทึ่ง เป็นผลงานของนักวิทยาศาสตร์สถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรมขั้นสูง แห่งชาติที่ชื่อว่า "i3Space" (ไอทรีสเปซ)

" ไอทรีสเปซ" เป็นเทคโนโลยีที่ทำให้ผู้ใช้งานจับต้องภาพ 3 มิติ รับรู้ถึงการเคลื่อนไหวกระทั่งยืดหดวัตถุในจอได้ตามใจชอบ ระบบทำงานด้วยกล้องจับการเคลื่อนไหวที่มีถึง 6 ตัว จับการเคลื่อนที่ของนิ้วผู้ชมและติดระบบสั่นดิจิตอลเพื่อสร้างแรงกระเพื่อม หรือสั่นสะเทือนเมื่อผู้ชมแตะต้องวัตถุบนจอภาพ กล้องหลายตัวทำให้เก็บภาพได้ครอบคลุมทุกองศาโดยไม่เกิดจุดบอด นอกจากนี้ ระบบยังจดจำพฤติกรรมของผู้ใช้งานและตอบสนองการสัมผัสหรือแรงในการสัมผัสที่ แตกต่างได้ด้วย

รายงานข่าวแจ้งว่า จอภาพสาธิตการใช้งานเป็นภาพของโลกที่ผู้ใช้งานจะถืออุปกรณ์สื่อสารกับจอภาพ ไว้ที่มือทั้งสองข้างจากนั้นสามารถยืดและหดโลกได้ตามใจผ่านการเคลื่อนมือ

ทีมผู้พัฒนาคาดว่าอุปกรณ์นี้จะเป็นประโยชน์ต่อวงการแพทย์ ให้แพทย์ฝึกซ้อมผ่าตัดศัลยกรรม รวมไปถึงวงการวิดีโอเกมส์

 ที่มา : http://forum.khonkaenlink.info/index.php?PHPSESSID=lf6hscui8hf3ft3h1jpoc...

5มหันตภัยจากจักรวาล รุกราน-ทำลายล้างโลกมนุษย์

รูปภาพของ jakapong

"โลกสีฟ้า" หรือ "แพลเน็ต เอิร์ธ" ทุกวันนี้มีปัญหารุมเร้ามากมายและส่วนใหญ่ล้วนเกิดจากน้ำมือ "มนุษย์" ผู้อยู่อาศัย

ทั้งการเผาผลาญทรัพยา กร การก่อมลพิษ-มลภาวะ วิกฤตสิ่งแวดล้อม ฯลฯ

จนส่งผลก่อให้เกิดปรากฏ การณ์ร้ายแรงที่เรียกว่า "ภัยโลกร้อน" ทำให้สภาพอากาศแปรปรวนไปทั่วทุกภูมิภาค

แต่ประชาคมโลกก็ยังนิ่งเฉย

ไม่มีมาตรการความร่วมมือใดๆ ออกมาเป็นรูปธรรม

ขณะที่ "ฟิล เพลต" นักดาราศาสตร์และนักฟิสิกส์ชื่อดังชาวอเมริกัน ผู้เชี่ยวชาญด้านพยากรณ์จุดจบของโลก เตือนว่า

มนุษย์ไม่ต้องเร่งร้อนทำลายล้างโลกกันนักหรอก

เพราะสักวันหนึ่งในอนาคตโลกก็จะถึงจุดจบด้วยตัวมันเองอยู่ดีด้วยวิถีแห่งจักรวาล

ฉะนั้นยามมีโอกาสหายใจอยู่บนโลกจงทะนุถนอมและช่วยกันดูแลรักษาเอาไว้เถิด

โดยความเป็นไปได้ที่วงจรของจักรวาลจะทำให้เกิด "วันสิ้นโลก" ตามทัศนะของฟิลมี 5 ลักษณะด้วยกัน ดังนี้!

ดาวเคราะห์น้อยพุ่งชน

ฟิล เพลต ระบุว่า ในบรรดาวัตถุในห้วงอวกาศที่มีโอกาสพาโลกไปสู่หายนะสูงสุด ก็คือ

ดาวเคราะห์น้อย หรือ Asteroid

ปัจจุบันโลกตั้งอยู่ท่ามกลางแนวพุ่งชนของวัตถุในอวกาศน้ำหนักมากกว่า 100 ตัวเป็นประจำทุกวัน

และความเสี่ยงโดนพุ่งชนจนเกิดอันตรายร้ายแรง ตกประมาณ 200-300 ปีต่อครั้ง


1.ดาวละเบิด

2.แบล็กโฮล

"ถ้าคุณลองไปถามไดโนเสาร์ ซึ่งสูญพันธุ์ไปแล้วดูว่าดาวเคราะห์น้อยน่ากลัวขนาดไหน มันคงบอกให้คุณระวังตัวเต็มที่"

ฟิล กล่าว และว่า ในกลุ่มนักวิทยาศาสตร์เองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจกับปัญหานี้ เช่น มีการรวมตัวในนามมูลนิธิ "บี 612" เพื่อระดมสติปัญญาหาทางป้องกันไม่ให้เผ่าพันธุ์มนุษย์ต้องเหลือแต่โครง กระดูกในพิพิธภัณฑ์เหมือนไดโนเสาร์

โดยวิธีขจัดไม่ให้ดาวเคราะห์ น้อยก้อนมหึมาพุ่งชนใส่โลก ได้แก่ การส่งยานอวกาศไปชนหัวดาวเคราะห์น้อยดวงนั้นๆ เพื่อเปลี่ยนวงโคจรและส่งยานอีกลำไปสร้างแรงดึงดูด ดึงดาวเคราะห์น้อยออกไปให้ไกลจากโลก

ดาวระเบิด

เมื่อ "ดาวฤกษ์" ที่มีมวลขนาดใหญ่มากๆ ถึงจุดจบสิ้นอายุขัยนั้น จะเกิดปรากฏการณ์ "ซูเปอร์โนวา"

หรือการระเบิดที่ปลดปล่อยพลังงานและคลื่นรังสีออกมาจำนวนมหาศาล เมื่อมองจากกล้องโทรทรรศน์ดูสว่างวาบแสนสวยงาม แต่แฝงไปด้วยอันตราย

ดวงดาว หรือวัตถุใดๆ ที่อยู่ใกล้จะได้รับผลกระทบไปเต็มๆ ถึงขั้น "ตาย" ตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม เคราะห์ยังดีที่โอกาสเกิดซูเปอร์โนวาใกล้ๆ โลกมนุษย์ถือว่ามีน้อยมาก

คาดว่าช่วงเวลาใกล้ที่สุดที่โลกมีความเสี่ยงกระเด็นกระดอนเพราะซูเปอร์โนวา คือ เมื่อ 2-3 ล้านปีก่อน

ถามเมื่อรู้อย่างนี้แล้วจะป้องกันได้อย่างไร

คำตอบสั้นๆ จากฟิล คือ ไม่มี ฉะนั้นอย่ากังวลใจไปเลย ถ้ามันจะต้องเกิดขึ้นจริงๆ


ภาพลักษณะอาทิตย์ก่อนดับ

พระอาทิตย์ดับ

ดวงอาทิตย์ มีความสำคัญต่อโลกมนุษย์มากถึงมากที่สุด

ทำหน้าที่เป็นทั้งแหล่งให้พลังงาน แหล่งกำเนิดชีวิต และให้ความอบอุ่น

แต่ในเชิงฟิสิกส์ประเมินกันว่า ขณะนี้วงจรชีวิตของดวงอาทิตย์ถ้าเทียบกับคนเราก็เดินมาถึง "ครึ่งทาง"แล้ว

(4.5 พันล้านปี)

พูดง่ายๆ ก็คือ เริ่มเข้ายุคนับถอยหลังสู่จุดจบ หรือยุคที่หมดสิ้นไม่เหลือหลอพลังงาน

และ "ดับ" ไปกลายเป็นดาวสีแดงเฉยๆ

"จากนี้คงเป็นหน้าที่ของเหลนๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ และเหลนของผม ที่ต้องคิดวิธีแก้ปัญหาพระอาทิตย์ดับกันต่อไป"

ฟิลกล่าวติดตลก

"แบล็กโฮล" หลุมดำกลืนกินทุกสรรพสิ่ง

หนังฮอลลีวู้ดอาจสร้างความเข้าใจ-การรับรู้ผิดๆ เกี่ยวกับ "หลุมดำ" หรือ "แบล็กโฮล" ในห้วงจักรวาล ว่า

เป็นจอมอันธพาล ไล่ตระเวนกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้าในอวกาศ โดยเฉพาะดาวเคราะห์ต่างๆ

แต่ความเป็นจริงหลุมดำก็มีทิศทางการโคจรใน "ทางช้างเผือก" เฉกเช่นเดียวกับดวงดาวอีกหลายแสนล้านดวง

แต่อย่างไรก็ดี มีความเป็นไปได้ที่แบล็กโฮลหลุมใดหลุมหนึ่งอาจโคจรมาใกล้โลกมากจนเกินไป

ซึ่ง ถ้าเกิดขึ้นจริงวงโคจรโลกจะเสียกระบวน ทำให้โลกหล่นตุ้บเข้าไปอยู่ในดวงอาทิตย์ หรือถูกกระแทกออกไปลอยคว้างอยู่ในห้วงอวกาศอันไกลโพ้น (แล้วลองคิดดูเล่นๆ ก็ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนั้น?)

มีความเป็นไปได้น้อย ที่แบล็กโฮลจะโผล่มากลืนโลกหายไปทั้งใบ

หรือถ้ามาป้วนเปี้ยนแถวๆ นี้จริง น่าจะใช้เวลาอีกนับล้านล้านปี

จุดจบตามกฎธรรมชาติ

ทุกสรรพสิ่งในธรรมชาติ ไม่ว่าจะดีหรือร้ายต้องเดินทางไปถึงจุดจบ

"จักรวาล" (Universe) ของเราเองก็หนีไม่พ้นกฎ หรือสัจธรรมข้อนี้

จากการคำนวณทางฟิสิกส์ ปัจจุบันจักรวาลของเรามีอายุประมาณ 13,000 ล้านปี

แต่หลังจากนั้นไกลออกไปอีกนับล้านล้านปี ล้านล้านล้านปี หรืออภิมหาล้านล้านล้านปี ฯลฯ อะไรจะเกิดขึ้น

ดาวทั้งหลายจะ "ตาย" กันไปจนหมดสิ้น

ถ้าทฤษฎีควอนตัมในวันนี้ถูกต้อง เมื่อถึงเวลานั้นแม้แต่แบล็กโฮลยังจะระเหิดหายไป โปรตอนก็จะหมดซึ่งความเสถียรและสลายไปได้เช่นกัน

เท่ากับจักรวาลนี้ไม่มีสิ่งใดเหลืออยู่ ยกเว้นการวิ่งชนกันไปมาอย่างบางเบาของอิเล็กตรอนกับโปรตอนท่ามกลางความว่างเปล่า

"คำแนะนำของผมก็คือ ในวันนี้ขอให้เราออกไปยืนมองท้องฟ้า อิ่มเอมกับการชื่นชมความงามของพระอาทิตย์ พระจันทร์ และหมู่ดาว"

ฟิลกล่าวเป็นปริศนาธรรมส่งท้ายให้มนุษย์โลกร่วมกันขบคิดถึงคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ในโลกและจักรวาล

ข้อมูล : เว็บพ็อพพิวลาร์เมคานิกส์/ดิสคัฟเวอรี่ชาแนล

ที่มา : http://forum.khonkaenlink.info/index.php?topic=245281.0

"นาซ่า"เปิดข้อมูล ภาพ"ดวงจันทร์"หดตัว!

รูปภาพของ jakapong

ถือ เป็นข่าวคราวฮือฮาในแวดวงดาราศาสตร์โลกไม่น้อย เมื่อมีข้อมูลใหม่ล่าสุดจากยาน "แอลอาร์โอ" ยืนยันว่า "ดวงจันทร์" ดาวบริวารของโลกมนุษย์เรา มีขนาด "หดตัว" เล็กลง ส่วนจะหดเล็กลงขนาดไหน อย่างไร เพราะเหตุใด "นาซ่า" ในฐานะเจ้าของยานแอลอาร์โอดังกล่าว มีคำตอบ

ยานโคจรสำรวจดวงจันทร์ "แอลอาร์โอ" ของสำนักงานบริหารการบินและอวกาศ สหรัฐอเมริกา มีชื่อเต็มยศ ว่า

ลูนาร์ รีคอนเนสเซนซ์ ออร์บิเตอร์

และ ผลจากการนำข้อมูล "ภาพถ่าย" แอลอาร์โอ มาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลภารกิจสำรวจดวงจันทร์ต่างกรรมต่างวาระตลอดปีที่ ผ่านมา ทำให้คณะนักวิทยาศาสตร์นาซ่า รวมถึงพันธมิตรในวงการดาราศาสตร์ พบหลักฐานใหม่ ว่า

พื้นผิวบริเวณเปลือกของดวงจันทร์ได้เกิดรอยแตก หรือรอยเลื่อนปรากฏขึ้นมา

ทำให้ผิวดวงจันทร์เกิด "รอยย่น" พร้อมๆ กับ "หดตัว"

กระเถิบหดตัวเข้ามาใกล้พื้นผิวบริเวณจุดศูนย์กลางมากกว่าเดิมราว 1 สนามฟุตบอลขนาดมาตรฐาน หรือราวๆ 300 ฟุต

ไมเคิล วาร์โก หัวหน้าคณะนักวิทยาศาสตร์แผนกสำรวจดวงจันทร์ ของนาซ่า บอกว่า

ในเชิงทฤษฎีเชื่อกันว่า เปลือกและผิวดวงจันทร์หยุดการเคลื่อนตัว หรือหยุดการเคลื่อนไหวทางโครงสร้างมานานหลายพันล้านปี

หรือพูดง่ายๆ ก็คือ เปลือกดวงจันทร์นั้น "ตายสนิท" สงบนิ่งไปเรียบร้อยแล้ว

แต่การค้นพบครั้งใหม่นี้ โดยยานแอลอาร์โอ ทำให้นาซ่าแปลกประหลาดใจอย่างมาก

ทั้งยังช่วยเปลี่ยน "มุมมอง" ทางธรณีวิทยา ที่มีต่อดวงจันทร์อย่างสิ้นเชิง!

"เราเคยคิดว่าดวงจันทร์ตายไปแล้วและไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากเดิม แต่ตอนนี้เรากลับพบว่ามันมีพลวัตใหม่ๆ อยู่เหมือนกัน" วาร์โก กล่าว


1.ภาพจำลองลักษณะรอยเลื่อนของดวงจันทร์
2.สภาพพื้นผิวบนดวงจันทร์ เมื่อมองจากกล้องบนยานแอลอาร์โอ
3.ภาพตัวอย่างรอยเลื่อน ซึ่งพาดผ่านหลุมบนดวงจันทร์
4.รอยแตก หรือรอบเลื่อนใหม่บนดวงจันทร์ ที่พบโดยยานแอลอาร์โอ
5.ภาพจำลองการตั้งฐานปฏิบัติการบนดวงจันทร์ของนาซ่า
6.ภาพถ่ายดวงจันทร์

ด้าน ดร.โธมัส วัตเตอร์ส จากศูนย์ศึกษาโลกและดาวเคราะห์ พิพิธภัณฑ์อากาศและอวกาศแห่งชาติ สมิธโซเนียน ของสหรัฐ หนึ่งในคณะศึกษาข้อมูลใหม่ดังกล่าว ระบุว่า

สภาพแวดล้อมของดวงจันทร์เริ่ม ต้นจากการถูกอุก กาบาต และดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนจำนวนนับไม่ถ้วน

การพุ่งชนนี้ เมื่อประกอบกับการเสื่อมสลายของรังสีต่างๆ ทำให้พระ จันทร์ "ร้อนจัด"

จากนั้นจึงค่อยๆ สงบเย็นลงไปตามกาลเวลา ซึ่งในช่วงนั้นเอง เปลือก-ผิวของมันก็ค่อยๆ หดตัวลงไปจนหยุดนิ่ง กลายเป็นหลุมเป็นบ่อขรุขระ

อย่าง ไรก็ตาม ภาพใหม่ล่าสุดจากกล้องบนยานแอลอาร์โอ แสดงให้เห็นถึงร่องรอยของ "เนินชัน" หรือ "ผาชัน" ซึ่งเกิดขึ้นไม่ไกลจากฝั่งตะวันตกของจุดลงจอดยานอวกาศในโครงการ "อพอลโล 17" ในอดีต

โดยเนินชันที่ว่านี้...ถ้าเปรียบกับลักษณะธรณีวิทยาบนพื้นโลก ก็คือ

รอยเลื่อนของเปลือกโลกที่ "ขบ" บดเกยทับซ้อนกัน ซึ่งส่งผลให้เปลือกดวงจันทร์ขยับตัวบีบเข้ามาชิดกันมากขึ้นนั่นเอง

แต่ ดร.วัตเตอร์ส ย้ำด้วยว่า จากการ วิเคราะห์ขั้นต้น คาดว่าเนินชันที่พบในภาพถ่ายของยานแอลอาร์โอ น่าจะมีอายุหรือเกิดขึ้นมาในห้วงเวลาไม่กี่ร้อยล้านปี ไปจนถึงประมาณ 1 พันล้านปีก่อน

เพียงแต่เทคโนโลยีของมนุษย์เพิ่งไปค้นพบ

"ผลลัพธ์จากการค้นพบอันน่าตื่นเต้นครั้งนี้ ยิ่งทำให้เราต้องเพิ่มความสำคัญกับการเรียนรู้กระบวนการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของโลก

" นอกจากนั้น ยิ่งเราใช้ภารกิจแอลอาร์โอศึกษาลงลึกในรายละเอียดจนชัดเจนมากขึ้นเท่าไหร่ เราก็จะมีเครื่องมือสำหรับเรียนรู้ประวัติศาสตร์การถือกำเนิดของดวงจันทร์ รวมถึงระบบสุริยะมากขึ้นเท่านั้น"

ดร.จอห์น เคลเลอร์ รองผู้ควบคุมโครงการแอลอาร์โอ ประจำศูนย์การบินอวกาศก๊อดดาร์ดของนาซ่า กล่าว

สำหรับร่องรอยเนินชัน หรือรอยเลื่อนใหม่ที่ยานแอลอาร์โอจับภาพได้นั้น มีขนาดไม่ใหญ่ไม่โตอะไรมากนัก

โดยสูงประมาณ 300 ฟุต และขยายตัวกินรัศมีราวๆ 2-3 ไมล์

ด้านดร.วัตเตอร์ เสริมว่า รอยย่น-รอยแตกแบบเดียวกันนี้ พบมากบนผิว "ดาวพุธ"

แต่บนดาวพุธนั้นจะมีขนาดสูงชันหรือกินพื้นที่ยาวกว่าที่พบบนดวงจันทร์มาก

ส่วน "ที่มา" รอยแตกล่าสุดในเปลือกดวงจันทร์นั้น มีหลายสมมติฐานด้วยกัน เช่น

1. เกิดจากเหตุแผ่นดินไหว

2. เกิดขึ้นเพราะพระจันทร์ถูกอุกกาบาตชน

3. เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศช่วงกลางวัน-กลางคืน ที่แตกต่างกันสุดขั้ว

และ 4. เป็นผลจากแรงดึงดูดของโลก แต่มีความเป็นไปได้น้อย

ขั้นตอนต่อไป คณะทำงานนาซ่ามีแผนเปรียบเทียบภาพต่างๆ จากยานแอลอาร์โออย่างละเอียด

เพื่อดูว่าในรอบหลายทศวรรษที่ผ่านมา ยังมีพื้นผิวดวงจันทร์บริเวณอื่นๆ เปลี่ยนแปลงไปด้วยหรือไม่ต่อไป

ลึก-แต่ไม่ลับ

รวมเรื่องน่ารู้"ดวงจันทร์"

1. ดวงจันทร์มีอายุประมาณ 4.5 พันล้านปี ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 3,476 กิโลเมตร อุณหภูมิกลางวัน 130 องศา เซลเซียส อุณหภูมิด้านกลางคืน -170 องศา เซลเซียส

2. พื้นที่บนพื้นผิวดวงจันทร์ส่วนที่หันหน้าเข้าหา "โลกมนุษย์" นั้นจะเป็นจุดเดียวกันเสมอ

3. วงโคจรดวงจันทร์จะค่อยๆ ถอยห่างจากโลก

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเทียบกับยุคต้นๆ ของโลกนั้น ถ้าเรามองขึ้นไปบนฟ้าจะเห็นดวงจันทร์ดวงใหญ่กว่าปัจจุบันประมาณ 3 เท่า

4. บนดวงจันทร์ไม่มีชั้นบรรยากาศห่อหุ้มอยู่ จึงไม่มี "ลม" หรือการสึกกร่อนของพื้นผิว

พื้นผิวบนดวงจันทร์ทุกวันนี้มีสภาพคล้าย คลึงกับเมื่อ 3-4 พันล้านปีก่อนมาก

รอยเท้ามนุษย์อวกาศสหรัฐที่ประทับเหยียบอยู่บนผิวดวงจันทร์ก็ยังปรากฎอยู่เช่นเดิม

และจะคงอยู่ไปเช่นนั้นอย่างน้อย 10 ล้านปีจนกว่าจะมีวัตถุจากอวกาศอื่นๆ ไปพุ่งชน

5. ดวงจันทร์ใช้เวลาโคจรรอบโลกและกลับสู่ตำแหน่งเดิม ภายใน 27 วัน 7 ชั่วโมง 43 นาที และ 11.6 วินาที

6. โคจรรอบโลกด้วยความเร็วประมาณ 3,683 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

7. โลกอยู่ห่างจากดวงจันทร์ 384,400 กิโลเมตร

8. พระจันทร์ขึ้นทางทิศตะวันออก และตกทางทิศตะวันตก

9. เรามองเห็นพระจันทร์ เพราะแสงตกกระทบจากพระอาทิตย์

10. ดวงจันทร์ส่งผลกระทบต่อระดับน้ำขึ้นน้ำลงหรือกระแสน้ำในมหาสมุทรของโลก เพราะแรงดึงดูดที่กระทำต่อกัน

ส่วนสมมติฐานการถือกำเนิดของดวงจันทร์มีหลายทฤษฎี ได้แก่

- เกิดขึ้นพร้อมๆ กับโลกจากกลุ่มก้อนก๊าซขนาดยักษ์ของเนบิวลาต้นกำเนิดระบบสุริยะ

- แตกตัวออกจากโลก เพราะช่วงแรกๆ ที่โลกเริ่มก่อตัวนั้น หมุนรอบตัวเร็วมาก จนทำให้มวลสารบางส่วนหลุดไป จนกลายเป็นดวงจันทร์

- แตกตัวออกจากโลก เพราะถูกวัตถุขนาดใหญ่พอๆ กับดาวอังคารพุ่งชน

- ในระบบสุริยะจักรวาลของเรามีดวงจันทร์โคจรอยู่แล้ว กระทั่งเมื่อเข้ามาใกล้โลก จึงถูกแรงดึงดูดของโลกจับ หรือดูดเอาไว้มาเป็นดวงบริวาร

ที่มา : http://forum.khonkaenlink.info/index.php?PHPSESSID=8lvb2krc8tc46uea9rv1h...

ซีดีจีเปิดเวทีเยาวชนส่งเรียงความชิงทุนกว่าแสนบาท

รูปภาพของ Satan_Doe

   
           กลุ่มบริษัทซีดีจีชวนนร.มัธยม ประกวดเรียงความหัวข้อ สร้างสิ่งแวดล้อมสดใส ใส่ใจกำจัดขยะไอที เน้นความคิดสร้างสรค์และสื่อสารผ่านผลงานเรียงความจากประสบการณ์จริง ชิงทุนการศึกษา กว่าแสนบาท ส่งผลงานได้ถึงวันที่ 8 ก.ย.53...

           รายงาน ข่าวแจ้งว่า กลุ่มบริษัทซีดีจี ผู้นำการให้บริการเทคโนโลยีสารสนเทศแบบครบวงจรในประเทศไทย  ได้ดำเนินโครงการยังซีดีจีไรทเตอร์อวอด Young CDG Writer Awards ครั้งที่ 5 ขึ้น โดยจัดประกวดเรียงความในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1–6 ภายใต้หัวข้อ สร้างสิ่งแวดล้อมสดใส ใส่ใจกำจัดขยะไอที โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นอีกแรงกระตุ้นอีกทางหนึ่ง ช่วยขับเคลื่อนสังคมให้มีจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง และเพื่อให้เยาวชนได้มีเวทีแสดงออก ค้นคว้าข้อมูลความรู้ และ แสดงความคิดเห็น รวมทั้งจินตนาการ หรือ บอกเล่าประสบการณ์จริง ภายใต้ผลงานเรียงความ ที่แสดงว่า จะมีวิธีบริหารจัดการขยะไอทีอย่างไร ไม่ให้ทำลายสิ่งแวดล้อม เนื่องจาก ขณะนี้ พบว่าเยาวชนเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ใช้อุปกรณ์ไอทีมาก และจะมีวิธีจัดการกับขยะไอทีได้อย่างไร

           นอกจากนี้ เยาวชนจะได้รับประโยชน์จากการค้นคว้าหาความรู้จากแหล่งข้อมูลต่างๆ รวมทั้งสามารถนำเอาประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันมาปรับใช้จริง และนำมาบอกเล่าโดยการถ่ายทอดผ่านงานเขียนได้อย่างเป็นรูปธรรม สำหรับรางวัล ประกอบด้วย รางวัลชนะเลิศ  1 รางวัล  ทุนการศึกษา  2 หมื่นบาท  พร้อมเกียรติบัตร รางวัลรองชนะเลิศ 2 รางวัล ทุนการศึกษา รางวัลละ 1 หมื่นบาท พร้อมเกียรติบัตร และ รางวัลชมเชย 10 รางวัล ทุนการศึกษา รางวัลละ 5 พันบาท พร้อมเกียรติบัตร

           ทั้งนี้ ผู้เข้าประกวดสามารถส่งผลงานได้ที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ กลุ่มบริษัทซีดีจี เลขที่ 202 อาคาร ซีดีจี เฮ้าส์ ถนนนางลิ้นจี่ แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา  กรุงเทพฯ 10120  โทรศัพท์ 0 2678 0200 ต่อ 2995-9 หรือ อีเมล์ cdgpr@cdg.co.th ภายในวันที่ 8 ก.ย. 2553
ขอขอบคุณข้อมูลจาก

คนใช้'บีบี'สบายใจได้ ไอซีทีชี้ไม่ขัดพรบ.คอมฯ

รูปภาพของ Satan_Doe


          ผู้อำนวยการ สำนักกำกับการใช้สารสนเทศ กระทรวงไอซีที ชี้แจง การใช้บีบียังไม่ขัดกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2550 หลังกทช. ส่งหนังสือถาม...

          วัน ที่ 19 ส.ค. นายอารีย์ จิวรรักษ์ ผู้อำนวยการ สำนักกำกับการใช้สารสนเทศ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เตรียมส่งหนังสือถามกระทรวงไอซีทีถามว่าการใช้โทรศัพท์มือถือแบล็กเบอร์รี่ หรือ บีบี ขัดกับ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 หรือ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2550 หรือไม่ ว่าการใช้บีบียังไม่ขัดกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2550 เนื่องจากผู้ให้บริการทั้ง 3 ราย ได้แก่ บมจ. แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส บมจ. โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิคชั่น หรือ ดีแทค และ บริษัท ทรูมูฟ จำกัด ได้เก็บข้อมูลการจราจรไว้แล้ว

          ทั้งนี้ หากพบว่ามีผู้กระทำความผิดก็สามารถติดตามได้ แต่ถ้าหากถึงขั้นการดูเนื้อความที่ทั้งคู่สื่อสารกันระหว่างบีบีมีความผิด หรือไม่ จะต้องขอความร่วมมือไปที่บริษัท รีเสิร์ช อินโมชั่น หรือริม (RIM) ที่แคนาดา โดยจะต้องสอบถามไปยังหน่วยงานความมั่นคงว่ากฎหมายความมั่นคงของไทยครอบคลุม ไปถึงหรือไม่ ในขณะที่ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2550 ไม่สามารถบังคับผู้ให้บริการที่อยู่ในต่างประเทศได้ เหมือนกรณีการมีข้อความหมิ่นประมาณลงบนเว็บไซต์ยูทูบ.
ขอขอบคุณข้อมูลจาก

การศึกษาทุกวิธีที่เป็นไปได้ในการเล่นลูกรูบิก (Rubik)

รูปภาพของ Satan_Doe

ทีมนักวิจัยจากหลายประเทศได้รับการสนับสนุนจากบริษัทกูเกิ้ลในการศึกษาทุกวิธีที่เป็นไปได้ในการแก้โจทย์ของการเล่นลูกรูบิก โดยจากข้อมูลการศึกษาพบว่าลูกรูบิกจะใช้แค่การสลับหรือเปลี่ยนเพียงแค่ 20 ครั้งหรือน้อยกว่านั้นก็เพียงพอที่จะชนะได้

 

 

สถิติโลกในการเล่นลูกรูบิกคนล่าสุดเป็นของ Erik Akkersdijk ชาวดัตซ์ที่สามารถทำสำเร็จได้ในเวลาเพียง 7.08 วินาที

โดยผู้ที่ชื่นชอบการเล่นรูบิกแต่ละคนจะมีหลักการหรือทฤษฏีในการเล่นที่ต่างกัน โดยทีมนักวิจัยระบุว่าหลักการหรืออัลกอริทึ่มที่ใช้จะสามารถแก้ปมในการเล่นลูกรูบิกแต่ละครั้งได้โดยการใช้เวลาที่ต่างกันและจำนวนครั้งในการหมุนส่วนต่างๆของลูกเพื่อแก้โจทย์ก็ต่างกัน นักวิจัยได้ทำการรวบรวมและวิเคราะห์ทุกวิธีการที่เป็นไปได้ในการเล่นลูกรูบิก โดยวิธีการเล่นจะมีขั้นตอนที่ต่อเนื่องกันของแต่ละหลักการ ถ้าผู้เล่นเลือกเล่นด้วยหลักการนี้ ขั้นตอนต่อไปก็จะมีความต่อเนื่องกันซึ่งสามารถจดจำได้

 

ทีมนักคณิตศาสตร์และอาจารย์จาก Ohio’s Kent State University, Herbert Kociemba และวิศวกรจากกูเกิ้ลรวมไปถึงนักเขียนโปรแกรม ได้ระบุเพิ่มเติมว่ามีหลักการหนึ่งที่ถือว่ามีประสิทธิภาพมากและเรียกกันว่า God’s Algorithm จำนวนครั้งในการหมุนลูกรูบิกจะเรียกว่า God’s number ซึ่งจำนวนครั้งที่ใช้หมุนลูกรูบิกทั้งหมดมากที่สุดจะอยู่ที่ 20 ครั้งในการทำให้ทุกสิเรียงต่อกันอย่างสวยงาม ซึ่ง God’s number เท่ากับ 20 ถือเป็นจำนวนมากที่สุดที่เป็นไปได้เมื่อเล่นลูกรูบิกด้วยหลักการนี้นั่นก็เท่ากับว่าเมื่อใช้หลักการนี้ในการเล่นจะสามารถแก้ปัญหาได้ด้วยจำนวนครั้งที่ต่ำกว่า 20 ครั้ง

 

นอกจากนั้นทางทีมนักวิจัยยังได้ศึกษาถึงหลักการอื่นๆที่ใชในการเล่นลูกรูบิกแต่ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลรายละเอียดมากนัก เพียงแต่ระบุว่าทุกหลักการและขั้นตอนที่ใช้เล่นลูกรูบิกได้ถูกค้นพบ ซึ่งข้อมูลทั้งหมดอาจจะถูกเผยแพร่ในไม่ช้าหรืออาจเก็บไว้เป็นความลับเพื่อให้คนที่ชื่นชอบการเล่นลูกรูบิกหาหนทางแก้โจทย์ด้วยตนเองก่อน

 

ที่มา

http://www.physorg.com/news200889568.html

หลักฐานใหม่ชี้ 'ระบบสุริยะจักรวาล' อาจมีอายุมากกว่าที่รู้เกือบ 2 ล้านปี

รูปภาพของ jakapong


 
จากรายงาน การวิจัยฯ แห่งศูนย์อุกาบาตศึกษา รัฐอริโซนา ระบุ ระบบสุริยะจักรวาลของเราๆ อาจมีอายุมากกว่าที่รับรู้เกือบ 2 ล้านปี ศึกษาจากลูกอุกกาบาตที่พบมีซากสินแร่ปะปนอยู่ แร่ดังกล่าวก่อตัวขึ้นก่อนดวงอาทิตย์เกิด...

สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานเมื่อวันที่ 22 ส.ค.ว่า จากรายงานการวิจัยของนางออเดรย์ บูเวียร์ และนายมีนัคชิ วัดห์วา แห่งศูนย์อุกาบาตศึกษา ในมหาวิทยาลัยรัฐอริโซนาในสหรัฐฯ ซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารธรณีวิทยาธรรมชาติ (Nature Geoscience) เมื่อวันที่ 22 ส.ค.ระบุว่า ระบบสุริยะจักรวาลของเราอาจมีอายุมากกว่าที่รับรู้กันเกือบ 2 ล้านปี โดยหลักฐานดังกล่าวมาจากการศึกษาลูกอุกกาบาตหนัก 1.49 กิโลกรัมที่ค้นพบในทะเลทรายในประเทศโมร็อคโค เมื่อปี 2547 ซึ่งมี "ซากสินแร่" บางอย่างปะปนอยู่

โดย สินแร่ดังกล่าวเป็นหนึ่งในวัตถุที่เป็นของแข็งที่มีอายุมากที่สุดที่ ก่อตัวขึ้นหลังการถือกำเนิดของดวงอาทิตย์ และจากการวิเคราะห์ไอโซโทปของตะกั่วบ่งชี้ว่าสินแร่ดังกล่าวก่อตัวขึ้นเมื่อ 4.45682 พันล้านปีก่อน ทำให้ลูกอุกกาบาตที่พบในทะเลทรายโมร็อคโคลูกนี้เป็นวัตถุที่มีอายุมากที่สุด เท่าที่เคยมีการค้นพบ

นักวิจัยฯ จึงสรุปว่า ระบบสุริยะจักรวาลจึงน่าจะมีอายุมากกว่าที่ประเมินกันก่อนหน้านี้ 300,000-1.9 ล้านปี

ที่มา : http://forum.khonkaenlink.info/index.php?PHPSESSID=nu5ktjdt8j7t4d0hmjvmu...

มหัศจรรย์ "ปลิงทะเล" ดูดกินทรายแต่ไม่ดูดเลือด

รูปภาพของ jakapong
"ปลิงหินตาปิศาจ" ลำตัวมีลายคล้ายดวงตาจำนวนมาก (ภาพจาก น.ส.อารมณ์ มุจรินทร์)

 

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
น.ส.อารมณ์ มุจรินทร์
ปลิงทะเล (ซ้าย) และปลิงน้ำจืด (ขวา) (ภาพจาก น.ส.อารมณ์ มุจรินทร์)
ปลิงทะเลตากแห้ง ใช้เป็นส่วนผสมในยาจีน (ภาพจาก น.ส.อารมณ์ มุจรินทร์)
"พระกระโดดกำแพง" เมนูระดับฮ่องเต้ที่มีปลิงทะเลเป็นส่วนประกอบ (ภาพจาก น.ส.อารมณ์ มุจรินทร์)
นักดำน้ำกับปลิงหนามน้ำตาลแดงตัวใหญ่ (ภาพจาก น.ส.อารมณ์ มุจรินทร์)
ปลิงดำตัวนิ่ม (ภาพจาก น.ส.อารมณ์ มุจรินทร์)
ปลิงขาว ที่นิยมนำมาปรุงอาหาร (ภาพจาก น.ส.อารมณ์ มุจรินทร์)
ปลิงหินดำหนามใหญ่ (ภาพจาก น.ส.อารมณ์ มุจรินทร์)
ปลิงแอปเปิ้ล (ภาพจาก น.ส.อารมณ์ มุจรินทร์)

" ซุปปลิงทะเล ปลิงทะเลน้ำแดง ปลิงทะเลผัดรวมมิตร ปลิงทะเล..." อาหารเหลาที่ชาวจีนเห็นแล้วน้ำลายไหล แต่คนไทยส่วนใหญ่คิดหนักและไม่กล้ารับประทาน เพราะพาลไปนึกถึง "ปลิงดูดเลือด" (ปลิงน้ำจืด) ทั้งที่จริงๆ แล้วสัตว์ทั้งสองชนิดนี้มีวิวัฒนาการห่างไกลกันมากถึงขนาดอยู่กันคนละไฟลัม และที่สำคัญปลิงทะเลไม่ดูดเลือดเหมือนกับปลิงน้ำจืดเลยสักนิด
    
     "ปลิง!! สัตว์มหัศจรรย์ใต้ท้องทะเล" คือหัวข้อเสวนา คุยกัน...ฉันท์วิทย์ ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) จัดขึ้นเป็นพิเศษในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2553 โดยมี น.ส.อารมณ์ มุจรินทร์ นักวิชาการด้านชีววิทยา พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) มาไขข้อข้องใจเกี่ยวกับปลิงทะเลให้แก่เด็กๆ
    
     นักชีววิทยาจาก อพวช. ให้ข้อมูลต่อไปว่า ปลิงทะเล หรือ แตงกวาทะเล (sea cucumber) เป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง อยู่ในกลุ่มสัตว์ที่มีผิวลำตัวเป็นหนาม (Echinodermata) เช่นเดียวกับ ดาวทะเล ดาวขนนก ดาวเปราะ และเม่นทะเล แต่ปลิงน้ำจืด (Leech) เป็นสัตว์ในกลุ่มหนอนปล้อง (Annelida) จำพวกเดียวกับไส้เดือนดิน ทากดูดเลือด เป็นต้น
    
     "ปลิงทะเลไม่ใช่ปลิงน้ำจืด ปลิงทะเลไม่ดูดเลือดเหมือนปลิงน้ำจืด แต่กินเศษซากสารอินทรีย์บนพื้นทรายใต้ท้องทะเลเป็นอาหาร โดยกินไปพร้อมกับทราย แต่ะจะดูดซึมเอาเฉพาะสารอาหารที่ต้องการแล้วถ่ายมูลที่เป็นทรายออกมา ดังนั้นบริเวณไหนที่มีปลิงทะเลอยู่เยอะ พื้นทรายบริเวณนั้นจะขาวสะอาดมากกว่าบริเวณอื่นๆ ปลิงทะเลจึงเปรียบเสมือนเทศบาลประจำหาดทรายและใต้ท้องทะเล" น.ส.อารมณ์ เผย
    
     ปลิงทะเลพบได้ตั้งแต่แนวชายฝั่งทะเลไปจนถึงใต้ทะเลลึก ดำรงชีวิตเป็นสัตว์หน้าดิน หากินอยู่บนพื้นท้องทะเล สามารถปรับตัวให้ดำรงชีวิตอยู่ในแหล่งที่อยู่ได้หลายแบบ ทั้งในแนวปะการัง แนวสาหร่าย หาดทราย หาดหิน และแหล่งหญ้าทะเล โดยทั่วไปมีรูปร่างทรงกระบอกยาว ผิวลำตัวมีทั้งหนา บาง แล้วแต่ชนิด ปลายลำตัวด้านหนึ่งเป็นปาก และอีกด้านหนึ่งเป็นทวาร รอบๆ ปากมีหนวด 10-30 เส้น ไว้จับอาหารเข้าสู่ปาก ปลิงทะเลเป็นสัตว์แยกเพศ มีการจับคู่ผสมพันธุ์ โดยตัวผู้และตัวเมียจะปล่อยเซลล์สืบพันธุ์มาผสมกันในน้ำทะเล
    
     "เสียอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต" คือหลักในการเอาตัวรอดของปลิงทะเลอันน่าทึ่ง โดยปลิงทะเลจะคายอวัยวะภายในออกมาให้ศัตรูมันกินเพื่อให้ตัวมันมีชีวิตรอด ต่อไป ซึ่งมันสามารถสร้างอวัยวะภายในขึ้นมาใหม่แทนของเดิมได้ และอีกวิธีหนึ่งคือการแตกแยกผนังลำตัว คล้ายกับการถอดเสื้อให้ศัตรูของมัน จากนั้นก็ทอเสื้อขึ้นมาใหม่นั่นเอง นอกจากนั้นยังมีวิธีป้องกันตัวโดยการพ่นเส้นใยเหนียวจากทางทวารใส่ศัตรู ซึ่งไม่มีพิษภัยอะไร แต่จะทำให้ศัตรูเกิดความรำคาญและเลิกล้มความตั้งใจที่จะกินมัน
    
     "ปลิงทะเลเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีโปรตีนใกล้เคียงกับหมึกกล้วย ปูม้า หอยลาย และหอยแมลงภู่ แต่มีไขมันต่ำกว่ามาก ต่ำกว่าปลาทะเลบางชนิดด้วย ที่สำคัญยังช่วยป้องกันและบรรเทาโรคข้อเสื่อมด้วย เพราะมีมิวโคโปรตีน (mucoprotein) ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของกระดูกอ่อนและเอ็น และยังมีสรรพคุณทางยาอีกหลายด้าน เช่น แก้ปัญหาท้องผูก ปัสสาวะบ่อย บรรเทาอาการอ่อนเพลียในผู้สูงอายุ" นักชีววิทยา อพวช. เผย
    
     ในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์หลายประเทศสนใจศึกษาหาสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพในปลิง ทะเลเพื่อพัฒนาเป็นยารักษาโรคต่างๆ เช่น สารโฮโลท็อกซิน (Holotoxin) ที่สามารถยับยั้งเชื้อราบางชนิด ยังยั้งการกระจายตัวของเซลล์มะเร็ง และในเส้นใยสีขาวของปลิงบางชนิดยังมีสารโฮโลทูลิน (Holothurin) ที่มีคุณสมบัติช่วยขัดขวางการส่งความรู้สึกของกระแสประสาท สามารถนำใช้ลดความเจ็บปวดของผู้ป่วยหลังการผ่าตัดได้
    
     อย่างไรก็ดี น.ส.อารมณ์ ให้ข้อมูลว่า ปลิงทะเลจัดเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญอย่างหนึ่งของจีน ไต้หวัน และฮ่องกง เพราะนิยมบริโภคกันมากด้วยความเชื่อว่ามีสรรพคุณทางยามาตั้งแต่สมัยโบราณ ขณะที่ชาวไทยไม่นิยมบริโภค แต่มีนายทุนต่างชาติเข้ามาดำเนินการเก็บปลิงทะเลจากธรรมชาติของไทยส่งออกไป ยังต่างประเทศโดยไม่มีการควบคุม ส่งผลให้ปลิงทะเลในไทยลดจำนวนลงไปมาก โดยเฉพาะปลิงดำที่พบได้ทั่วไปตามชายหาดทางภาคตะวันออกและภาคใต้ ปัจจุบันแทบไม่มีเหลืออยู่แล้ว
    
     นอกจากนั้นการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในปัจจุบันยังส่งผลกระทบต่อจำนวน ประชากรของปลิงทะเลด้วย เนื่องจากสัตว์ชนิดนี้มีความอ่อนไหวสูงต่อการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ หาก ไม่มีการอนุรักษ์อย่างจริงจัง ปลิงทะเลในไทยอาจสูญพันธุ์ได้ในไม่ช้า โดยเฉพาะปลิงขาวที่เป็นที่นิยมบริโภค และปลิงดำที่เก็บจากธรรมชาติได้ง่ายดาย

ที่มา : http://forum.khonkaenlink.info/index.php?PHPSESSID=nu5ktjdt8j7t4d0hmjvmu...

ไอเดียเจิด! “กระป๋องมือถือ” ลดห้องร้อน

รูปภาพของ jakapong

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

น.ส.ศุฌิมา พรบรรเจิด (ซ้าย) และ น.ส.ภัทรพร สิริบัญชาพร (ขวา) ถือกระป๋องแคนคูลโคลด์ ที่ใช้กฎของก๊าซในระดับ ม.ปลาย
หลัก การทำงานของกระป๋องแคนคูลโคลด์ ซึ่งบรรจุหลอดฉีดยาที่ใช้เป็นอุปกรณืลดความดันอากาศภายใน และมีของเหลวรอบหลอดฉีดยาภายในกระป๋อง เพื่อช่วยรักษาอุณหภูมิที่ลดลง
เมื่อดึงหลอดฉีดยาขึ้นภายในจะมีความดันอากาศลดลง

นัก เรียน ม.ปลายไอเดียเจิด เลียนแนวคิด “กระป๋องเบียร์สุญญากาศ” ที่รักษาความเย็นตลอดเวลา พัฒนาเป็น “กระป๋องมือถือ” ลดห้องร้อน ด้วยหลักการลดความดันให้อากาศภายในกระป๋อง ได้เป็นอุปกรณ์ลดอุณหภูมิห้องโดยไม่ต้องเปิดเครื่องปรับอากาศ
    
     กระป๋องแคนคูลโคลด์ (CanCoolCold) เป็นผลงานของ น.ส.ภัทรพร สิริบัญชาพร นักเรียน ม.6 จากโรงเรียนพระหฤทัยคอนแวนต์ ร่วมกับเพื่อนอีก 2 คน คือ น.ส.ศุฌิมา พรบรรเจิด และ น.ส.ชนิษฐา วรเจริญ เพื่อร่วมห้องที่มีแนวคิดลดอุณหภูมิห้องด้วยการลดความดัน โดยอ้างอิงกฎของเกย์-ลูสแซค (Gay-Lussac's law) ที่ระบุว่า P1/T1 = P2/T2
    
     น.ส.ภัทรพรกล่าวว่า แนวคิดในการประดิษฐ์กระป๋องอุณหภูมิห้องดังกล่าว เกิดจากอาจารย์ที่ปรึกษาได้เห็นกระป๋องเบียร์สุญญากาศ ที่ใช้หลักการลดความดันให้กระป๋องซึ่งช่วยให้เบียร์เย็นตลอดเวลา จึงนำมาสู่การพัฒนากระป๋องแคนคูลโคลด์นี้
    
     ภายในกระป๋องที่ประดิษฐ์ขึ้นจากกระป๋องกาแฟสำเร็จรูปเหลือทิ้ง นักเรียนทั้งสามได้เจาะรูที่ก้นกระป๋องและเปิดด้านบนของกระป๋องเพื่อใส่หลอด ฉีดยา โดยภายในหลอดฉีดยาบรรจุเจลดูดความชื้นเพื่อลดความคลาดเคลื่อนของการทดลอง ภายในกระป๋องรอบๆ หลอดฉีดยาบรรจุของเหลว ซึ่งในการทดลองเลือกเปรียบเทียบการลดอุณหภูมิระหว่างน้ำและแอลกอฮอล์
    
     ขั้นตอนการทดลองคือดึงหลอดฉีดยาขึ้นเพื่อลดความดันและวัดอุณหภูมิจากการ ทดลองดังกล่าว พบว่าภายในกระป๋องที่บรรจุน้ำมีอุณหภูมิลดลงทันที 1 องศาเซลเซียส ส่วนกระป๋องที่บรรจุแอลกอฮอล์อุณหภูมิลดลง 1.5 องศาเซลเซียส และผลจากการทดลองพบอีกว่าน้ำช่วยรักษาความเย็นได้ดีกว่าแอลกอฮอล์ ทีมนักเรียนจึงแนะนำว่าใช้น้ำเป็นตัวลดอุณหภูมิดีกว่า โดยการนำไปใช้นั้นให้วางด้านหน้าหรือด้านหลังของพัดลมพื่อช่วยกระจายความ เย็น
    
     “สิ่งประดิษฐ์นี้ยังเป็นแค่แนวคิดเบื้องต้นค่ะ ยังต้องมีการพัฒนาต่อ” น.ส.ภัทรพรระบุกับทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์
    
     แม้ว่าผลงานนี้ยังนำไปใช้จริงไม่ได้ แต่จุดเริ่มต้นของแนวคิดเล็กๆ ของนักเรียน ม.ปลายกลุ่มนี้ อาจนำไปสู่อุปกรณ์สร้างความเย็นสบายภายในห้องที่ไม่ต้องเปลืองพลังงานไฟฟ้า ได้ในที่สุด

 ที่มา : http://forum.khonkaenlink.info/index.php?PHPSESSID=nu5ktjdt8j7t4d0hmjvmu...

หลักฐานชี้ "มนุษย์โบราณ" รู้จักใช้มีดหินแล่เนื้อสัตว์ตั้งแต่ 3.4 ล้านปีก่อน

รูปภาพของ jakapong
Zeresenay Alemseged ขณะขุดค้นพบฟอสซิลของแรดชนิดหนึ่งอายุราว 3.4 ล้านปี ที่เคยมีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาและสถานที่เดียวกับบริเวณที่พบหลักฐานการใช้ เครื่องมือหินแล่เนื้อสัตว์ของบรรพบุรุษมนุษย์สปีชีส์ Australopithecus afarensis ซึ่งอยู่ในประเทศเอธิโอเปียในปัจจุบัน (ภาพจาก เอเอฟพี)
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

 
 
 
พบ กระดูกสัตว์ดึกดำบรรพ์ในเอธิโอเปียมีร่องรอยคล้ายถูกแล่เนื้อด้วยมีดหิน นักวิจัยเชื่อเกิดจากฝีมือมนุษย์เผ่าพันธุ์เดียวกับ "ป้าลูซี่" ระบุเป็นหลักฐานชี้บรรพบุรุษมนุษย์รู้จักใช้เครื่องมือหินตั้งแต่ 3.4 ล้านปีก่อน เก่าแก่กว่าที่เคยพบถึง 8 แสนปี
    
     ทีมนักบรรพชีวินวิทยาพบฟอสซิลกระดูกสัตว์ยุคโบราณจำนวน 2 ชิ้น ในเขตอะฟาร์ (Afar Region) ประเทศเอธิโอเปีย มีอายุเก่าแก่ราว 3.4 ล้านปี และมีร่องรอยถูกตัดและถูกทุบอยู่บนกระดูกด้วย นับเป็นหลักฐานชิ้นแรกที่แสดงให้เห็นถึงการใช้เครื่องมือที่ทำจากหินของ มนุษย์โบราณสปีชีส์ ออสเตรโลพิเธคัส อะฟาเรนซิส (Australopithecus afarensis) ที่มีชีวิตอยู่ร่วมยุคสมัยและสถานที่บริเวณเดียวกันกับฟอสซิลสัตว์ที่พบ ทั้งยังเป็นหลักฐานอายุเก่าแก่ที่สุดที่แสดงให้เห็นถึงการบริโภคเนื้อสัตว์ ของสิ่งมีชีวิตในตระกูลคน (hominin)
    
     "เรากำลังเอาเครื่องมือหินใส่ไว้ในมือพวกเขา" เซเรเซเนย์ อูเลมส์อูเกด (Zeresenay Alemseged) นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันวิทยาศาสตร์แคลิฟอร์เนีย (California Academy of Sciences) ในสหรัฐฯ ผู้ศึกษาวิจัยฟอสซิลสัตว์จากเอธิโอเปีย ซึ่งผลการวิจัยของพวกเขาได้รับการตีพิมพ์ในวารสารเนเจอร์ (Nature) เมื่อวันที่ 12 ส.ค. ที่ผ่านมา ตามรายงานข่าวในเอพี
    
     เอเอฟพีระบุว่า ทีมวิจัยทดสอบด้วยเทคนิคการสร้างภาพอิเล็กตรอน (Electron imaging analysis) และเอกซ์เรย์ สเปคโตรเมตรี (x-ray spectrometry) แสดงให้เห็นว่าร่องรอยเหล่านี้เกิดขึ้นก่อนที่กระดูกทั้งสองชิ้นจะกลายเป็นฟอสซิล ดังนั้นจึงไม่มีทางที่จะถูกทำให้เกิดขึ้นได้เมื่อไม่นานนี้แน่ และยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นรอยที่เกิดจากเครื่องมือที่แหลมคมอย่างชัดเจน ไม่ใช่รอยฟันของสัตว์แน่นอน
    
     นักวิจัยกล่าวว่า ร่องรอยที่พบบนกระดูกสัตว์นั้นบ่งชี้ว่าเป็น ร่องรอยที่เกิดจากหินแหลมคมที่มนุษย์ยุคโบราณใช้สำหรับแล่เนื้อออกจากซาก สัตว์ขนาดใหญ่ และยังมีร่องรอยคล้ายถูกทุบด้วยหินเพื่อเอาไขกระดูกที่อยู่ภายในด้วย โดยกระดูกชิ้นหนึ่งเป็นส่วนซี่โครงของสัตว์ที่มีขนาดใกล้เคียงกับวัว ส่วนอีกชิ้นกระดูกโคนขาของสัตว์ขนาดประมาณแพะในปัจจุบัน แต่ไม่พบเครื่องไม้เครื่องมือใดๆ ที่ทำจากหินในบริเวณใกล้เคียงเลยสักชิ้นเดียว
    
     ทีมวิจัยเชื่อว่าผู้ที่ใช้เครื่องมือหินแล่เนื้อจากกระดูกสัตว์เหล่านี้คือพวก ออสเตรโลพิเธคัส อะฟาเรนซิส เนื่องจากเท่าที่ทราบกันมา ไม่มีเผ่าพันธุ์มนุษย์โบราณอื่นๆ อยู่ในช่วงเวลาและสถานที่ที่พบกระดูกสัตว์สองชิ้นนี้อีกแล้ว โดยเอเอฟพีให้รายละเอียดว่าก่อนหน้านั้นเมื่อปี 2000 ทีมนักวิทยาศาสตร์ชุดเดียวกันนี้ได้ขุดพบฟอสซิลของ ออสเตรโลพิเธคัส อะฟาเรนซิส วัยสาวรุ่นที่มีอายุราว 3.3 ล้านปี ในบริเวณที่อยู่ห่างออกไปจากบริเวณที่พบกระดูกสัตว์ไม่ถึง 200 เมตร ซึ่งภายหลังนักวิจัยตั้งชื่อฟอสซิลดังกล่าวว่า "ซีแลม" (Selam) ส่วนฟอสซิลมนุษย์ ออสเตรโลพิเธคัส อะฟาเรนซิส ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือ "ป้าลูซี" (Lucy) ซึ่งถูกพบในเอธิโอเปียเช่นกันเมื่อปี 1974
    
     เอพีรายงานเพิ่มเติมว่านักวิจัยสันนิษฐานว่าพวกญาติๆ ของป้าลูซี่น่าจะแล่เอาเนื้อจากซากสัตว์ที่ตายแล้วมาเป็นอาหารมากกว่าล่า สัตว์ที่ยังมีชีวิตอยู่ และน่าจะกินเนื้อดิบๆ ด้วย แต่ไม่แน่ใจว่า เครื่องมือหินที่พวกนั้นใช้กันเป็นเครื่องมือที่ทำขึ้นมาหรือว่าเป็นหิน ทั่วๆ ไปที่มีลักษณะเหมาะเจาะพอจะใช้เป็นเครื่องไม้เครื่องมือได้ และพฤติกรรมการเสาะหาเนื้อจากสัตว์ที่ตายแล้วของมนุษย์โบราณดังกล่าวยังแสดง ถึงพฤติกรรมความร่วมมือกันในเผ่าพันธุ์ด้วย โดยในขณะที่ฝ่ายหนึ่งกำลังแล่เนื้ออยู่นั้น จะต้องมีอีกฝ่ายหนึ่งคอยเฝ้าระวังสัตว์อื่นที่อาจเข้าโจมตีหรือแย่งซากสัตว์ นั้นด้วย
    
     "ตอนนี้เราสามารถนึกภาพลูซี่ที่ถือเครื่องมือหินอยู่ในมือและกำลังกวาดตามอง หาเนื้อสัตว์ได้แล้วเป็นครั้งแรก" แชนนอน แมคเฟอรอน (Shannon McPherron) นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันมานุษยวิทยาและวิวัฒนาการมักซ์พลังก์ (Max Planck Institute for Evolutionary Anthropology) ในเยอรมนี ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมวิจัยเผยในเอเอฟพี
    
     ทั้งนี้ ก่อนหน้านั้นนักวิทยาศาสตร์เคยพบหลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดของการใช้เครื่อง มือหินโดยมนุษย์ยุคโบราณมาแล้ว โดยพบในเอธิโอเปียเช่นเดียวกัน ซึ่งวัดอายุได้ประมาณ 2.6 ล้านปี แต่ไม่มีความกระจ่างชัดว่าใครคือผู้ใช้เครื่องมือดังกล่าว
    
     อย่างไรก็ดี มีนักวิจัยบางส่วนไม่เห็นด้วยกับผลการศึกษาในครั้งนี้ หนึ่งในจำนวนนี้มีนิโคลัส ทอธ (Nicholas Toth) นักบรรพชีวินวิทยาผู้ศึกษาเกี่ยวกับเครื่องมือยุคหิน จากมหาวิทยาลัยอินเดียนา (Indiana University)
    
     เขาบอกได้พิจารณารายงานผลการวิจัยข้างต้นอย่างละเอียดแล้ว ฟอสซิลกระดูกสัตว์ที่ว่านั้นทีมวิจัยพบบนพื้นผิวดิน แทนที่จะเป็นการขุดพบ นั่นหมายความว่าไม่มีใครรู้ว่าแท้จริงแล้วฟอสซิลนี้มาจากไหนแน่ ซึ่งเป็นเหมือนกุญแจสำคัญที่จะทำให้รู้อายุของมันและความสัมพันธ์กับกระดูก ชิ้นอื่นๆ รวมถึงวัตถุต่างๆ ที่ทำให้มันมีร่องรอยแบบนั้น และเมื่อพิจารณาจากรูปภาพที่ลงในวารสารเนเจอร์ ยังพบว่าร่องรอยบนกระดูกสัตว์แตกต่างจากรอยที่เกิดจากเครื่องมือหินโดยทั่ว ไป ทำให้เกิดคำถามว่าแท้จริงแล้วเป็นรอยที่เกิดจากการถูกเหยียบย่ำหรือเป็นรอย กัดของสัตว์อื่นหรือเปล่า
    
     ด้านทิม ไวท์ (Tim White) นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในเบิร์กเลย์ (University of California, Berkeley) ตั้งข้อสังเกตว่ารอยดังกล่าวดูเหมือนเกิดจากจระเข้ ซึ่งไม่เคยปรากฎว่ามีอยู่ในบริเวณที่พบกระดูกเหล่านี้ และช่วงระยะ 30 ปีมานี้ ยังไม่เคยมีใครประสบความสำเร็จในการค้นหาเครื่องมือยุคหินที่มีอายุเก่าแก่ พอกับกระดูกสัตว์ที่ว่า
    
     "การกล่าวอ้างในสิ่งที่เกินธรรมดาย่อมต้องมีหลักฐานที่เกินธรรมดาด้วย แต่หลักฐานที่ทีมวิจัยพบนั้นยังเบาบางมากและกำกวมเกินไป" ไวท์ กล่าว
    
     ทว่าเบอร์นาร์ด วูด (Bernard Wood) จากมหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน (George Washington University) ประกาศชัดว่าเขายินดีวางเดิมพันด้วยเงินเดือนของเขาทั้งเดือนเลยว่า รอยที่พบนั้นเป็นรอยถูกตัดจากเครื่องมือหิน ไม่ใช่รอยฟันกัดอย่างแน่นอน และยังนำไปเปรียบเทียบกับการค้นพบอันน่าตื่นเต้นเมื่อปี 1978 ที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบรอยทางเดินในแทนซาเนียที่แสดงถึงการเดินตัวตรงเมื่อ 3.6 ล้านปีก่อน ที่น่าจะเป็นของมนุษย์ออสเตรโลพิเธคัส อะฟาเรนซิส เช่นกัน

ที่มา : http://forum.khonkaenlink.info/index.php?topic=239474.0