นำทาง
ข่าวประกาศ
โรคพิษสุนัขบ้า

โรค พิษสุนัขบ้า ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศด้อยพัฒนาหรือกำลังพัฒนา คาดว่ามีผู้เสียชีวิตปีละกว่า 30,000 คน โรคพิษสุนัขบ้าในทวีปเอเซียมักมีสุนัขเป็นสัตว์นำโรคที่สำคัญ ปัจจุบันในทวีปยุโรปยังมีปัญหาในสัตว์ป่า เช่น สุนัขจิ้งจอก...
มี รายงานโรคนี้ในค้างคาวในเดนมาร์ค เนเธอร์แลนด์ และเยอรมันตะวันตก ส่วนในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ยังมีปัญหาโรคนี้ในสัตว์ป่า เช่น สกั้งค์ แรคคูน และค้างคาว ในประเทศไทย จากการเฝ้าระวังโรคพิษสุนัขบ้า (Rabies) หรือที่เรียกว่าโรคหมาบ้าโรคหมาว้อ ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสหลังถูกกัดแล้ว เชื้อจะเดินทางไปตามเส้นประสาท เข้าสู่สมองทำให้มีอาการทางระบบประสาท และกล้ามเนื้อ เมื่อเกิดอาการแล้วจะไม่สามารถรักษาให้หายได้ โอกาสตายมี 100 เปอร์เซ็นต์ โดยจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้าในปี 2549 ใกล้เคียงกับปี 2548 ซึ่งพบทั้งหมด 20 ราย ส่วนใหญ่ถูกลูกสุนัขวัย 3 เดือนกัด
ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้า
1. เชื่อว่าโรคพิษสุนัขบ้าเป็นเฉพาะ หน้าร้อนเท่านั้น
2. เชื่อว่าเมื่อถูกสุนัขกัดต้องใช้รองเท้าตบแผล หรือใช้เกลือขี้ผึ้งบาล์ม หรือยาฉุนยัดในแผล
3. หลังถูกกัดต้องรดน้ำมนต์จะช่วยรักษาโรคพิษสุนัขบ้าได้
4. เมื่อถูกสุนัขกัด การฆ่าสุนัขให้ตายแล้วนำตับสุนัขมากิน คนก็จะไม่ป่วยเป็นโรคนี้
5. เมื่อถูกสุนัขกัด การตัดหูตัดหางสุนัขจะช่วยให้สุนัขไม่เป็นโรคพิษสุนัขบ้า
6. คนท้องไม่ควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า
7. โรคพิษสุนัขบ้าเป็นเฉพาะในสุนัขเท่านั้น
8. วัคซีนโรคพิษสุนัขบ้าฉีดรอบสะดือ 14 เข็ม หรือ 21 เข็ม ถ้าหยุดฉีดต้องเริ่มใหม่ เป็นต้น
ความ เชื่อเหล่านี้ทำให้ผู้ที่ถูกสุนัขที่มีเชื้อไวรัส โรคพิษสุนัขบ้ากัดไม่ไปพบแพทย์เพื่อฉีดวัคซีนป้องกัน ซึ่งเป็นวิธีที่ได้ผลและดีที่สุด ทำให้โอกาสตายมีร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยขณะนี้วัคซีนโรคพิษสุนัขบ้ามีความปลอดภัยสูง ฉีดเพียง 5 เข็ม และไม่ต้องฉีดทุกวัน
โอกาสที่จะเป็นโรคพิษสุนัขบ้าจากสัตว์กัด ถ้าไม่ทราบว่าสัตว์เป็นโรคหรือไม่ ให้ถือว่าเป็นไว้ก่อน สัตว์ที่มีโอกาสเป็นโรคพิษสุนัขบ้าที่พบมากที่สุด คือ สุนัข รองลงมา คือ แมว ม้า ลิง และปศุสัตว์ (วัว, ควาย) สัตว์แทะจำพวกหนู กระรอก ผู้ที่ถูกสุนัขหรือสัตว์ที่เป็นโรคกัด โอกาสเป็นโรคโดยเฉลี่ยประมาณ 35% ขึ้นกับบริเวณที่ถูกกัด ถ้าถูกกัดที่ขา โอกาสเป็นโรคประมาณ 21% ถ้าถูกกัดที่ใบหน้า โอกาสเป็นโรคประมาณ 88% ถ้าเป็นแผลตื้น แผลถลอก โอกาสเป็นโรคจะน้อยกว่าแผลลึกหลายๆ แผล
โดยธรรมชาติคนหรือสัตว์จะไม่ เกิดโรคพิษสุนัขบ้าขึ้นเองได้ นอกจากจะถูกสัตว์ที่เป็นโรคนี้กัดจนเป็นแผล ตั้งแต่เป็นรอยขีดข่วนมีเลือดออก เป็นแผลฉีกขาดหรือแผลรูลึก หรือถูกเล็บที่ถูกน้ำลาย สัตว์ป่วยขีดข่วนจนเป็นแผลเลือดออก จึงจะเกิดโรคนี้ได้ มีรายงานทางวิชาการกล่าวไว้ว่า เชื้อที่อยู่ในน้ำลายคนป่วย ถ้าเข้าไปในเยื่อที่ปาก จมูกหรือตา จะสามารถทำให้ผู้รับเชื้อเกิดโรคนี้ได้ แต่รายงานภายในประเทศไทยยังไม่พบว่ามีใครติดเชื้อจากผู้ป่วยโดยทางนี้
สาเหตุ
เชื้อ ไวรัสก่อโรคเรียกว่า Rabies virus จัดอยู่ใน Family Rhabdoviridae, genus Lyssavirus เป็นไวรัสชนิดอาร์เอ็นเอ สายเดี่ยว และมีทั้งหมด 7 types ลักษณะของเชื้อ รูปร่างคล้ายกระสุนปืน ปลายด้านหนึ่งโค้งมนและปลายอีกด้านหนึ่งตัดตรง ถูกทำลายได้ง่ายด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ เชื้อไวรัสจะอยู่ในน้ำลาย ทางติดต่อสู่คนที่พบบ่อย คือ ถูกกัด โดยทั่วไปเชื้อจะเข้าทางผิวหนังปกติไม่ได้ แต่อาจเข้าทางผิวหนังที่มีบาดแผลอยู่เดิม หรือรอยข่วน นอกจากนี้ยังเข้าได้ทางเยื่อเมือก ได้แก่ เยื่อบุตา เยื่อบุจมูก เยื่อบุภายในปาก
วิธีการติดต่อของโรค เชื้อไวรัสออกมากับน้ำลายสัตว์ที่ติดเชื้อ ส่วนใหญ่จะเข้าสู่ร่างกายคนทางบาดแผลที่สัตว์กัดหรือข่วน หรือน้อยมากที่พบว่าเชื้อสามารถเข้าทางบาดแผลที่เกิดขึ้นใหม่ๆ ตามผิวหนัง หรือเข้าเยื่อบุของตา ปาก จมูก ที่ไม่มีแผลหรือรอยฉีดขาด การติดต่อจากคนถึงคน สามารถเกิดได้ตามทฤษฎี เนื่องจากมีการพบเชื้อในน้ำลายของผู้ป่วย แต่ไม่เคยมีรายงานยืนยันที่แน่ชัด นอกจากการติดต่อโดยการปลูกถ่ายกระจกตา จากผู้ที่เสียชีวิตด้วยโรคพิษสุนัขบ้า แต่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคของระบบประสาทส่วนกลาง
การติดต่อโดย การหายใจพบน้อยมาก มีรายงานการติดต่อในถ้ำค้างคาว และในอดีตมีรายงานในห้องปฏิบัติการในต่างประเทศ เนื่องจากมีความเข้มข้นของเชื้อไวรัสในบรรยากาศสูงมากและขณะนั้นไม่มี มาตรการป้องกันที่ดีพอ การติดต่อโดยค้างคาวดูดเลือด ส่วนใหญ่พบในลาตินอเมริกา สำหรับในสหรัฐอเมริกามีรายงานติดโรคมาสู่คนและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม โดยค้างคาวกินแมลง แต่พบได้น้อย
ระยะฟักตัวของโรค
ประมาณ 2-8 สัปดาห์ อาจสั้นเพียง 5 วัน หรือยาวนานเกินกว่า 1 ปี ระยะฟักตัวจะสั้นหรือยาวขึ้นกับปัจจัยบางประการ ได้แก่ ความรุนแรงของบาดแผล ปริมาณของปลายประสาทที่ตำแหน่งของแผล และระยะทางจากแผลไปยังสมอง เช่น แผลที่หน้า ศีรษะ คอ และมือ จะมีระยะฟักตัวสั้น จำนวนและความรุนแรงของเชื้อก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง เครื่องนุ่งห่ม เช่น เสื้อผ้า หรือการล้างแผลจะมีส่วนช่วยลดจำนวนเชื้อลงได้มาก
ระยะติดต่อของโรค
สุนัข และแมวอาจแพร่เชื้อได้ 3 - 10 วันก่อนเริ่มแสดงอาการป่วย (พบน้อยมากที่จะเร็วกว่า 3 วัน) และตลอดเวลาที่สัตว์ป่วย ในสัตว์ป่า เช่น ค้างคาว และสกั้งค์ มีรายงานการปล่อยเชื้อในน้ำลายได้เร็วถึง 8-18 วันก่อนแสดงอาการ
ความไวและความต้านทานต่อการรับเชื้อ
สัตว์เลือดอุ่นที่เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมทุกชนิดไวต่อโรคนี้ ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าคนมีความต้านทานโรคที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
การแพร่กระจายของโรคพิษสุนัขบ้า
มัก เกิดในฤดูหนาวแล้วนำไปสู่การระบาดในฤดูร้อน เนื่องจากหน้าหนาวในประเทศไทย ซึ่งเริ่มประมาณเดือนพฤศจิกายน เป็นฤดูผสมพันธุ์ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิด
อาการ
โรค พิษสุนัขบ้าเป็นโรคที่อันตราย เพราะหากรับเชื้อแล้วไม่ได้รับการรักษาให้ทันท่วงที ปล่อยไว้จนปรากฏอาการของโรค ทำให้เสียชีวิตได้ แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสัตว์เลี้ยงของเราหรือที่พบเห็น โดยเฉพาะสัตว์เลี้ยงใกล้ตัวอย่าง สุนัขและแมวเป็นโรคนี้ วิธีง่ายๆ คือ หมั่นสังเกตอาการของสัตว์เลี้ยง ในบ้านของเราเองว่ามีอาการของโรคนี้หรือไม่ โดยเฉพาะในช่วงที่มีการระบาดของพิษสุนัขบ้า ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นช่วงหน้าร้อน
โดย ทั่วไปแล้วสุนัขจะแสดงอาการของโรคได้เร็วกว่าคน คือ หลังจากรับเชื้อแล้วประมาณ 1-3 เดือน โดยในสุนัขและแมวที่มีเชื้อนั้น จะมีอาการที่แสดงให้เห็นว่าเป็นโรคพิษสุนัขบ้าอยู่ 2 แบบ คือ ชนิดดุร้ายและชนิดเซื่องซึม
1. ชนิดดุร้าย ในสุนัขจะมีอาการผิดไปจากปกติ ถ้าหากล่ามโซ่หรือเลี้ยงไว้ในกรงก็จะมีอาการเดินไปมา กระวนกระวาย พยายามหาทางออก โดยการกัดโซ่ กัดกรงขังจนเลือดออกโดยไม่แสดงอาการเจ็บปวด วิ่งไปโดยไร้จุดหมาย กัดคน กัดสัตว์ทุกชนิดที่ขวางหน้า น้ำลายฟูมปาก คางห้อย หางตก แววตาน่ากลัว หลังจากนั้นก็จะเริ่มมีอาการอัมพาต ขาหลังไม่มีแรง วิ่งลำบากขึ้น ขณะวิ่งอาจจะวิ่งไปล้มไป เมื่อมีอาการอัมพาตมากขึ้น ขาหน้าก็จะหมดแรง แล้วค่อยๆ ล้มลงหมดสติและตายภายใน 3-6 วัน หลังจากที่แสดงอาการ ส่วนในแมวจะแสดงอาการดุร้ายมากกว่าสุนัข มีอาการพองขน กางอุ้งเล็บออก มีลักษณะหวาดระแวง เตรียมพร้อมที่จะสู้อยู่ตลอดเวลา ส่งเสียงดังเป็นพักๆ มีอาการราว 2-4 วัน ก็จะเริ่มเป็นอัมพาต เคลื่อนไหวได้ช้าลง หมดสติและตายในที่สุด
2. ชนิดเซื่องซึม จะสังเกตได้ยาก เพราะแสดงอาการป่วยเหมือนกับสัตว์เป็นโรคอื่นๆ เช่น โรคหวัด ไข้หัดในระยะต้นๆ สุนัขหรือแมวจะหลบไปนอนในที่เงียบๆ ไม่แสดงอาการดุร้าย จะกัดคนหรือสัตว์เมื่อถูกรบกวน หรือเมื่อเอาน้ำ เอายาหรือเอาอาหารไปให้ เมื่ออาการของโรคกำเริบมากขึ้น จะมีอาการอัมพาต ลุกขึ้นเดินไปถ่ายอุจจาระปัสสาวะไม่ได้ และตายในที่สุดและส่วนมากจะตายภายใน 3-6 วัน หลังจากแสดงอาการเช่นกัน
การเก็บตัวอย่างส่งตรวจโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์
ถ้า เป็นสุนัขหรือแมว ที่สามารถกักขังไว้ได้ให้ กักสัตว์นั้นอยู่ในบริเวณไม่ให้หนีไปได้ เพื่อเฝ้าดูอาการประมาณ 10 วัน ถ้าสัตว์ แสดงอาการป่วย หรือไม่สามารถกักขังสัตว์นั้นได้ หรือถ้าเป็นสัตว์ชนิดอื่น ให้รีบทำลายสัตว์นั้น และรับส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการทันที
เมื่อสัตว์ที่สังสัยว่าเป็นโรค พิษสุนัขบ้าตายลง ให้ตัดหัวหรือถ้าสัตว์นั้นมีขนาดเล็กให้ส่งตรวจ ได้ทั้งตัว ตัวอย่างที่ส่งตรวจต้องใส่ถุงพลาสติกให้มิดชิด ห่อด้วยกระดาษหลายๆ ขั้น และใส่ถุงพลาสติก อีกชั้นหนึ่ง ปิดปากถุงให้สนิท เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสแพร่กระจาย จากนั้นนำใส่ภาชนะเก็บความเย็น ที่บรรจุน้ำแข็ง ปิดฉลาก ชื่อ-นามสกุล ที่อยู่ผู้ส่งตรวจ และวัน เดือน ปี ที่เก็บตัวอย่างส่งตรวจให้ชัดเจน รีบนำส่งห้องปฏิบัติการทันที
สิ่ง ที่ต้องระวังคือ ผู้ที่ตัดหัวสัตว์ต้องไม่มีแผลที่มือ และต้องใส่ถุงมือยางหนา ซากสัตว์ที่เหลือให้ฝังดินลึกประมาณ 50 ซม. มีดที่ใช้ตัดหัวสัตว์ เครื่องมือที่ใช้ต้องต้มให้เดือด 30 นาที เพื่อฆ่าเชื้อ และบริเวณที่ตัดหัวสัตว์ต้องล้างทำความสะอาดด้วยผงซักฟอกหรือน้ำยาฆ่าเชื้อ โรค
การเก็บตัวอย่างส่งตรวจโรคพิษสุนัขบ้าในผู้ป่วยในกรณีที่ผู้ป่วยยังมีชีวิตอยู่
1. น้ำลาย : เก็บน้ำลายตั้งแต่ผู้ป่วยเริ่มมีอาการ และเก็บเป็นระยะ ในวันที่ 4, 5, 6, 12 และ 24 หลังเริ่มแสดงอาการ โดยวิธี Suction จากบริเวณต่อมน้ำลาย หรือเก็บจากน้ำลายที่ไหลออกมาใส่ภาชนะปราศจากเชื้อประมาณ 5 - 10 มล.
2. ปมรากผมท้ายทอย : ถอนเส้นผมให้ติดปมรากผมจากบริเวณท้ายทอย ประมาณ 10-20 เส้น ใส่ภาชนะปราศจากเชื้อ
3. ปัสสาวะ : เก็บตั้งแต่มีอาการและเก็บเป็นระยะๆ เช่นเดียวกับการเก็บน้ำลาย ใส่ในภาชนะปราศจากเชื้อ ประมาณ 20 มล.
4. น้ำไขสันหลัง : เก็บน้ำไขสันหลังประมาณ 3-5 มล. ในวันที่ 7 และ 14 หลังจากเริ่มมีอาการใส่ภาชนะที่ปราศจากเชื้อ
5. น้ำเหลือง : เจาะเลือดประมาณ 5 มล. ใส่ในภาชนะที่ปราศจากเชื้อ
ในกรณีที่ผู้ป่วยเสียชีวิต
1. ชิ้นเนื้อท้ายทอย : ตัดชิ้นเนื้อบริเวณท้ายทอยแช่ในน้ำเกลือ (0.85% NaCl) ใส่ในภาชนะปราศจากเชื้อ
2. เซลล์กระจกตา : นำสไลด์ที่สะอาดปราศจากเชื้อที่ได้ทำเครื่องหมายไว้แล้ว แตะบนกระจกตาของผู้ป่วยจำนวน 3 แผ่นๆ ละ 2 จุด ทิ้งให้แห้งที่อุณหภูมิห้อง 10 นาที
3. เนื้อสมอง : ให้เก็บเนื้อสมองส่วน Hippocampus และ Brain stem ใส่ภาชนะปราศจากเชื้อ
วิธีตรวจวินิจฉัยโรคพิษสุนัขบ้าทางห้องปฏิบัติการ
1. ตรวจหาแอนติเจนต่อเชื้อไวรัสพิษสุนัขบ้าด้วยวิธี Fluorescent Antibody Technic (FAT)
2. ตรวจยืนยันด้วยการแยกเชื้อไวรัสพิษสุนัขบ้าในกรณีที่ผลการตรวจหาแอนติเจน ด้วยวิธี FAT เป็นลบ สามารถตรวจยืนยันได้โดยวิธีการดังต่อไปนี้
o Mouse Inoculaltion Test (MIT)
o Cell Isolation
3. ตรวจหาสารพันธุกรรมของไวรัสพิษสุนัขบ้าโดยวิธี Polymerase Chain Reaction (PCR) ใช้เป็นวิธีพิเศษในกรณีที่ไม่สามารถสรุปผลด้วยวิธีการตรวจหาแอนติเจนและวิธี การแยก เชื้อไวรัส หรือกรณีตัวอย่างที่ไม่ใช่เนื้อสมอง
4. ตรวจหาระดับนิวทรัลไลซิ่งแอนติบอดี
o Mouse Neutralization Test (MNT)
o Rapid Fluorescent Focus Inhibition Test (RFFIT)
ข้อควรปฏิบัติหลังถูกสุนัขกัด
รีบ ล้างแผลด้วยน้ำและสบู่หลายๆ ครั้ง พยายามล้างให้เข้าถึงรอยลึกของแผลทำความสะอาดซ้ำด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น โพวิโดน-ไอโอดีน, 70% alcohol ถ้าแผลฉกรรจ์มีเลือดออก ควรปล่อยให้เลือดออกระยะหนึ่งเพื่อล้างน้ำลาย ซึ่งอาจมีเชื้อไวรัสออก ถ้าสามารถเฝ้าดูอาการสัตว์ (กรณีที่มีเจ้าของ) ควรกักขัง และเฝ้าดูอาการอย่างน้อย 10 วัน
กรณีที่สัตว์ตาย ควรนำส่งเพื่อตรวจหาเชื้อ ควรรีบพบแพทย์ เพื่อรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และวัคซีนป้องกันบาดทะยักทันที กรณีที่เป็นแผลฉีกขาด อาจทำแผลไปก่อน โดยยังไม่ต้องเย็บแผล เนื่องจากแผลสกปรก โอกาสติดเชื้อจะสูงมากถ้าเย็บแผล ทานยาปฏิชีวนะ และยาแก้ปวดตามที่แพทย์สั่ง หากมีอาการผิดปกติ เช่น ปวดแผลมาก ชา หรือ คันรอบๆ แผล มีไข้ขึ้น ให้รีบมาพบแพทย์ไม่ว่าจะสามารถเฝ้าดูอาการได้หรือไม่โดยเฉพาะสัตว์ที่ไม่มี เจ้าของ หรือกัดแล้วหนี ควรมาโรงพยาบาลทันที ไม่ควร และไม่จำเป็นที่จะต้องรอให้สุนัขมีอาการก่อน เพราะระยะฟักตัวทั้งในคน และสัตว์ไม่แน่นอน คนอาจมีอาการก่อนสัตว์ได้
ประวัติการได้รับวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าของสัตว์
สัตว์ มีเจ้าของไม่เคยออกนอกบ้าน ไม่เคยไปกัดกับใคร ไม่ได้บอกว่าสัตว์นั้นไม่เป็นโรค เพราะฉะนั้นท่านควรได้รับวัคซีน ซึ่งวัคซีนมี 2 ชนิด คือ
1. วัคซีนธรรมดา คือ วัคซีนที่ต้องใช้เวลาในการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน
2. วัคซีนอิมมูโนโกลบุลิน (Immunoglobulin) คือ วัคซีนที่เป็นภูมิคุ้มกันทันทีโดยไม่ต้องใช้เวลาในการกระตุ้น ซึ่งเป็นวัคซีนที่มีราคาแพง วัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า โดยปกติท่านควรได้รับวัคซีนธรรมดาซึ่ง 1 ชุดจะมี 5 เข็ม ใช้เวลาในการฉีดประมาณ 1 เดือน โดยฉีดวัคซีนในวันแรกที่ถูกสัตว์กัด และในวันที่ 3, 7, 14, 30 หลังสัตว์กัดตามลำดับ
วัคซีนอิมมูโนโกลบู ลิน (Immunogobin) เป็นวัคซีนที่มีราคาแพง เพราะฉะนั้นจะใช้ต่อเมื่อสงสัยว่าสัตว์เป็นโรคแน่ๆ โดนกัดอวัยวะที่สำคัญซึ่งมีเส้นประสาทไปเลี้ยงมาก เช่น หน้า, ฝ่ามือ, ฝ่าเท้า, อวัยวะเพศ บาดแผลฉกรรจ์ แผลลึกมีขนาดใหญ่
ที่มา : ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ
http://www.bangkokhospital.com
http://www.bangkokhealth.com
ที่มา : http://forum.khonkaenlink.info/index.php?PHPSESSID=5dh2mjajq1obd3au2h08i...
- อ่าน 5 ครั้ง
แผ่นดินไหวที่ชิลีทำเวลาโลกสั้นลง 1.26 ไมโครวินาที

ริชาร์ด กรอสส์ (Richard Gross ) นักวิทยาศาสตร์จากห้องปฏิบัติการจรวดขับเคลื่อนความดัน (Jet Propulsion Laboratory) องค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) เผยข้อมูลกับสเปซด็อทคอมว่า แผ่น ดินไหว 8.8 ริกเตอร์ที่ประเทศชิลี ซึ่งจัดเป็นแผ่นดินไหวรุนแรงอันดับที่ 7 นับแต่มีการบันทึกมานั้น อาจเปลี่ยนแปลงการหมุนของโลก (Earth's rotation ) และทำให้เวลาของโลกสั้นลง 1.26 ไมโครวินาที โดย 1 ไมโครวินาทีนั้นเท่ากับเวลา 1 ในล้านส่วนของวินาที
“การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจจะถาวร” กรอสส์กล่าว อย่างไรก็ดียังมีโอกาสที่การหมุนของโลกจะยืดออก แต่ตอนนี้ยังเร็วไปที่จะบอกได้
จากแบบจำลองทางคอมพิวเตอร์ที่กรอสส์และคณะใช้ประเมินผลกระทบจากแผ่นดินไหว ที่ชิลี ยังพบอีกว่าภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งนี้ได้เคลื่อน “แกนรูปทรงของโลก” (Earth's figure axis) ไปประมาณ 3 นิ้วหรือ 8 เซนติเมตร
แกนรูปทรงของโลกนี้ต่างจากแกนโลกเหนือ-ใต้ ซึ่งหมุนรอบวันด้วยความเร็ว 1,604 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยแกนรูปทรงของโลกนี้คือแกนรอบๆ บริเวณที่มวลของโลกสมดุล และอยู่ในตำแหน่งข้างเคียงกับแกนเหนือ-ใต้ประมาณ 10 เมตร
อย่างไรก็ตาม แผ่นดินไหวที่รุนแรงก่อนหน้านี้ ได้เคยเปลี่ยนแปลงวันเวลาและแกนของโลกมาแล้วในอดีต อย่างกรณีแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่สุมาตรา 9.1 ริกเตอร์เมื่อปี 2004 ซึ่งทำให้เกิดมหันตภัยสึนามินั้น ได้หดเวลาของโลกไป 6.8 ไมโครวินาที และได้ขยับแกนของโลกไป 2.76 นิ้วหรือ 7 เซนติเมตร
ทั้ง นี้ความยาวของเวลาโลก 1 วันนั้น ประมาณ 24 ชั่วโมงหรือ 86,400 วินาที และโดยปกติความยาวของวัน จะเปลี่ยนแปลงทีละน้อยประมาณ 1 มิลลิวินาทีหรือ 1,000 ไมโครวินาที ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้กรอสส์กล่าวว่า เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลของกระแสน้ำใน มหาสมุทรและกระแสอากาศในชั้นบรรยากาศ
กรอสส์อธิบายอีกว่า ช่วงฤดูหนาวนั้นมีวันที่ยาวกว่า เพราะแกนโลกหมุนช้าลง ส่วนฤดูร้อนแกนโลกหมุนเร็วขึ้นจึงทำให้ช่วงวันสั้นลง
สำหรับ แผ่นดินไหวที่ชิลีนี้ รุนแรงน้อยกว่าแผ่นไหวที่สุมาตรามาก แต่แผ่นดินไหวครั้งนี้ ยังคงส่งผลกระทบต่อโลก เนื่องจากตำแหน่งที่เกิดแผ่นดินไหว ซึ่งพื้นดินเหนือศูนย์กลางแผ่นดินไหว (epicenter) ครั้งนี้อยู่ในตำแหน่งกลางละติจูดของโลก แทนที่จะอยู่ใกล้กับเส้นศูนย์สูตรเหมือนกับเหตุแผ่นดินไหวที่สุมาตรา
กรอสส์ยังได้เปรียบเทียบการหมุนของโลกกับนักสเก็ตน้ำแข็งซึ่งจะหุบแขนลง เพื่อหมุนตัวให้เร็วขึ้นบนลานน้ำแข็ง และเพราะแผ่นดินไหวที่สุมาตราใกล้กับศูนย์กลางของโลก ผลกระทบที่ทำให้เวลาของโลกสั้นลงจึงแรงกว่า หากแต่การเลื่อนของแผ่นเปลือกโลกจากแผ่นดินครั้งล่าสุดนี้ ทำมุมสูงชันกว่าแผ่นดินไหวที่สุมาตรา
“ด้วยเหตุนี้แผ่น เปลือกโลกที่ชิลี จึงส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนที่ของมวลโลกในแนวดิ่งมากกว่า และมีผลกระทบในการเคลื่อนย้ายแกนรูปทรงของโลกมากกว่า” กรอสส์ระบุสิ่งที่เขาค้นพบซึ่งได้มาจากข้อมูลล่าสุดของแผ่นดินไหวที่ชิลี และยังแสดงความเชื่อมั่นในความแม่นยำของแบบจำลองทางคอมพิวเตอร์ว่ามีความผิด พลาดเพียงเล็กน้อยที่พอรับได้
- อ่าน 22 ครั้ง
พบ "น้ำแข็ง" หลายร้อยล้านตัน แถวขั้วโลกเหนือดวงจันทร์

นาซาสำรวจพบหลุมบริเวณขั้วโลกเหนือของดวงจันทร์มีน้ำแข็งอยู่เต็มหลายสิบหลุม รวมปริมาณราว 600 ล้านตัน (เอเอฟพี)
" จันทรายาน" ของอินเดียพาเรดาร์ของ "นาซา" สำรวจพบน้ำแข็งหลายร้อยล้านตันอัดกันแน่นอยู่ในหลุมอุกกาบาตแถบขั้วโลกเหนือ ของดวงจันทร์ เพราะอยู่ในพื้นที่มืดมิดตลอดกาล อุณหภูมิหนาวเย็นยิ่งกว่าดาวพลูโต ชี้ดวงจันทร์ยังมีสิ่งน่าดึงดูดใจให้มนุษย์ไปค้นหามากกว่าที่คิด
ภายในการประชุมวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์และดวงจันทร์ ครั้งที่ 41 (41st Lunar and Planetary Science Conference) เมื่อวันที่ 1 มี.ค. ที่ผ่านมา ในมลรัฐเทกซัส สหรัฐ นักวิทยาศาสตร์ได้เปิดเผยผลการสำรวจดวงจันทร์ โดยเรดาร์มินิ-ซาร์ (Mini-SAR) ขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) สำรวจพบน้ำแข็งอัดแน่นอยู่ในหลุมอุกกาบาตบริเวณใกล้กับขั้วโลกเหนือของดวง จันทร์กว่า 40 หลุม ชี้ให้เห็นว่าดวงจันทร์มีสิ่งที่น่าตื่นตาและน่าค้นหามากกว่าที่คิดไว้
เรดาร์สำรวจพื้นผิวดวงจันทร์ของนาซาดังกล่าวได้พบ หลุมอุกกาบาตกว่า 40 หลุม บริเวณใกล้กับขั้วโลกเหนือของดวงจันทร์ แต่ละหลุมมีเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 2-15 กิโลเมตร ภายในหลุมเต็มไปด้วยน้ำแข็ง ซึ่งจะมีมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับความลึกของหลุม แต่จากการประเมินในเบื้องต้นคาดว่าในแต่ละหลุมมีน้ำแข็งรวมกันไม่ต่ำกว่า 600 ล้านตัน
บีบีซีนิวส์ระบุว่า บริเวณที่สำรวจพบหลุมกักเก็บน้ำแข็งดังกล่าวเป็นบริเวณกว้างที่อยู่บนพื้น ผิวดวงจันทร์ในส่วนที่ไม่เคยได้รับแสงจากดวงอาทิตย์เลย และบางหลุมที่มืดมิดตลอดกาลเหล่านี้มีอุณหภูมิต่ำถึง -248 องศาเซลเซียส ซึ่งหนาวเย็นยิ่งกว่าพื้นผิวของดาวพลูโตเสียอีก จึงทำให้น้ำแข็งเหล่านั้นได้รับการรักษาสภาพไว้ได้เป็นอย่างดี
"สิ่ง ที่ค้นพบครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า ดวงจันทร์มีความน่าสนใจและเป็นจุดหมายปลายทางที่ชวนให้มนุษย์ไปสำรวจค้นหา มากกว่าที่เราเคยคิดกันมาก่อนหน้านี้" ดร.พอล สพูดิส (Dr. Paul Spudis) นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันดวงจันทร์และดาวเคราะห์ (Lunar and Planetary Institute) เมืองฮุสตัน มลรัฐเทกซัส ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมการสำรวจของเรดาร์ตัวนี้ กล่าวในเอเอฟพี
ทั้งนี้ เรดาร์มินิ-ซาร์ ถูกส่งไปพร้อมกับจันทรายาน-1 (Chandrayaan-1) ยานสำรวจดวงจันทร์ของอินเดีย โดยช่วงเวลาตลอดปีที่ผ่านมา จันทรายาน-1 ได้นำมินิ-ซาร์ สำรวจบริเวณขั้วโลกเหนือของดวงจันทร์โดยอาศัยการสะท้อนของคลื่นวิทยุ เพื่อทำแผนที่พื้นผิวดวงจันทร์บริเวณที่อยู่ในเงามืดตลอดเวลาและไม่สามารถ สังเกตเห็นได้จากโลก
เจสัน ครูแซน (Jason Crusan) ผู้บริหารภารกิจสำรวจอวกาศของนาซา เปิดเผยว่า หลังจากที่ได้วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากเรดาร์ ทีมนักวิทยาศาสตร์มั่นใจว่านี่เป็นตัวชี้วัดน้ำแข็งบนดวงจันทร์ ซึ่งจะช่วยกำหนดทิศทางและเป้าหมายใหม่สำหรับภารกิจสำรวจดวงจันทร์ในอนาคต ซึ่งผลการวิจัยนี้ได้ตีพิมพ์ลงในวารสาร จีโอฟิสิคัล รีเซิร์ช เล็ตเตอร์ (Geophysical Research Letters) ร่วมกับการค้นพบจากอุปกรณ์อื่นๆ ของนาซา
สพูดิส กล่าวเพิ่มเติมว่า จากข้อมูลที่ได้จากการสำรวจครั้งนี้ ทำให้สามารถพูดได้อย่างมั่นใจพอประมาณว่ามีความเป็นไปได้ที่มนุษย์จะปักหลัก บนดวงจันทร์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่สำรวจพบบนดวงจันทร์ได้
อย่างไรก็ตาม เมื่อช่วงเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา บารัค โอบามา (Barack Obama) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพิ่งประกาศยกเลิกโครงการส่งมนุษย์กลับไปดวงจันทร์อีกครั้งภายในปี 2020 ของนาซา เนื่องจากปัญหาด้านงบประมาณสนับสนุนไม่เพียงพอ
นอกจากผลสำรวจของเรดาร์มินิ-ซาร์แล้ว ข้อมูลที่ได้จากยานแอลครอส (LCROSS) ที่นาซาส่งไปยิงพื้นผิวบริเวณขั้วโลกใต้ของดวงจันทร์ ซึ่งอยู่ในเงามืดถาวร ปรากฏว่ามีไอน้ำพวยพุ่งออกมาด้วย และจากการวิเคราะห์พบว่าน้ำแข็งบางส่วนบนดวงจันทร์อยู่ในรูปของผลึก แทนที่จะเป็นการเรียงตัวกันแบบสุ่มของโมเลกุลน้ำจนไม่เป็นรูปเป็นร่าง
นักวิทยาศาสตร์วิเคราะห์ข้อมูลจากการพุ่งชนพื้นผิวดวงจันทร์ของยานแอลครอ สยังพบอีกว่ามีสารระเหยหลายชนิดรวมอยู่ด้วย เช่น ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) และพบว่ามีสารประกอบไฮโดรคาร์บอนปะปนอยู่ในสิ่งที่พวยพุ่งขึ้นมาจากการชน ด้วย เช่น เอทิลีน (ethylene) ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าสารไฮโดรคาร์บอนบนเหล่านั้นถูกนำพามายังพื้นผิว ดวงจันทร์โดยดาวหางและอุกกาบาตที่เคยพุ่งชนดวงจันทร์มาก่อนหน้านั้น
ที่มา : http://forum.khonkaenlink.info/index.php?PHPSESSID=d2eafac8103791d3b89f8...
- อ่าน 40 ครั้ง
นาซ่าส่งดาวเทียมจับตา"พายุสุริยะ" ดูผลกระทบสนามแม่เหล็ก

จาก การที่องค์การอวกาศสหรัฐ หรือนาซ่า ส่งดาวเทียมสังเกตการณ์ดวงอาทิตย์จากท่าอากาศยานแหลมคานาเวรัล ชายฝั่งรัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยทุ่มงบประมาณ 856 ล้านดอลลาร์ หรือเกือบ 30,000 ล้านบาท เมื่อ 18 ก.พ.2553 นั้น ดาวเทียมดังกล่าวจะปฏิบัติการเป็นเวลา 5 ปีในการส่งภาพถ่ายคุณภาพสูง คมชัดกว่าภาพโทรทัศน์ความละเอียดสูง (เอชดีทีวี) 10 เท่า และรวบรวมข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับปรากฏการณ์ของดวงอาทิตย์และในสนามแม่เหล็กของดวงอาทิตย์กลับมายัง โลก
คาดว่าข้อมูลและภาพถ่ายเหล่านี้จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์มีความ รู้ความเข้าใจเกี่ยวกับดวงอาทิตย์มากขึ้น และทำนายปรากฏการณ์พายุสุริยะ และปรากฏการณ์อื่นๆ ของดวงอาทิตย์ ที่อาจมีผลกระทบถึงการทำงานของยานอวกาศ ในวงโคจรรอบโลก ตลอดจนระบบไฟฟ้า ระบบการสื่อสารโทรคมนาคม และระบบนำร่องทั้งหลายบนโลกได้
นายดีน เพสเนลล์ นักวิทยา ศาสตร์ประจำโครงการดาวเทียมสังเกตการณ์ดวงอาทิตย์ของนาซ่า กล่าวว่า ความเปลี่ยนแปลงในสนามแม่เหล็กของดวงอาทิตย์ทำให้เกิด "ปรากฏการณ์อนุภาคขนาดใหญ่" ซึ่งมีผลกระทบต่อโลก เช่น กรณีไฟฟ้าดับในภาคใต้ของสวีเดนเมื่อ 7 ปีมาแล้ว เพราะอนุภาคเหล่านั้นจะแผ่กระจายออกไปในห้วงอวกาศในระบบสุริยะและผ่านเข้ามา ทำปฏิกิริยากับสนามแม่เหล็กของโลกซึ่งอาจก่อกวนหรือยังความเสียหายแก่ระบบ กระแสไฟฟ้าบนโลกได้
ที่มา : http://forum.khonkaenlink.info/index.php?PHPSESSID=247b6b44cedbf6dca6fec...
- อ่าน 89 ครั้ง
เด็กรุ่นใหม่เสี่ยงเป็นโรคหนุ่มสาวก่อนวัยเพราะพ่อแม่

| ช่วง วัยก่อนเข้าสู่วัยรุ่นเต็มตัว เป็นช่วงที่สรีระของร่างกายจะเติบโตอย่างรวดเร็ว ใครที่มีลูกอยู่ในวัยนี้จะพบเห็นว่าลูกๆ เติบโตพรวดๆ บางคนที่นานๆ พบเด็กวัยนี้ พอมาเห็นอีกที มักจะบอกว่า “โอ้โหจำไม่ได้เลย โตเร็วมากจริงๆ” |
||||
โดยเฉพาะบ้านไหนที่เป็นลูกสาว จะโตรวดเร็วมาก ถ้าเป็นการเจริญเติบโตตามวัยก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่เด็กบางคนไม่ได้เติบโตตามวัยนี่แหละที่กำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่เพิ่มมาก ขึ้นทุกขณะ ..!! |
||||
สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพเด็กที่เป็นหนุ่มสาวเร็วกว่าปกติ คือ การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายเกินวัยแต่ความคิดความอ่านยังเป็นเด็ก เกิดความไม่สมดุลกันระหว่างพัฒนาการทางร่างกายกับพัฒนาการทางความคิด ทำให้เด็กมีโอกาสถูกล่อลวงได้ง่าย โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง รวมไปถึงอาจจะเกิดปัญหาทางพฤติกรรมต่างๆ ตามมา ได้แก่ การแยกตัวจากกลุ่มเพื่อนเพราะมีความรู้สึกว่ารูปร่างของตัวเอง แตกต่างจากเพื่อนๆ บางรายอาจถึงขั้นไม่ยอมไปโรงเรียนก็เป็นได้ ที่มา : http://forum.khonkaenlink.info/index.php?PHPSESSID=fa03c7354305bbfc801f1... |
- อ่าน 123 ครั้ง
พบดาวเคราะห์วัยเยาว์ที่สุด อายุเพียง 35 ล้านปี

นัก ดาราศาสตร์ค้นพบดาวเคราะห์วัยเยาว์ในระบบดาวฤกษ์คล้ายดวงอาทิตย์ อายุแค่ 35 ล้านปี ขณะที่ดาวเคราะห์ที่ค้นหาส่วนใหญ่เป็นดาวเคราะห์อายุมากเกินกว่าพันล้านปี อายุน้อยสุดก่อนหน้านี้ที่รู้จักคือ 100 ล้านปี
ปกติดาวฤกษ์อายุน้อย จะถูกแยกออกจากข้อมูลการค้นหาดาวเคราะห์ เพราะสนามแม่เหล็กของดาวฤกษ์ที่มีความเข้มสูง ทำให้ยากต่อการแยกสัญญาณระหว่างกิจกรรมบนดาวฤกษ์กับดาวเคราะห์ออกจากกัน แต่ล่าสุดนักดาราศาสตร์ได้ค้นพบดาวเคราะห์ชื่อ BD+20 1790b ซึ่งเป็นดาวเคราะห์อายุน้อยที่สุด
ดาวเคราะห์ที่พบใหม่นี้ อยู่ในระบบดาวฤกษ์คล้ายดวงอาทิตย์ มีมวลมากกว่าดาวพฤหัสบดี 6 เท่า และมีอายุเพียง 35 ล้านปี โคจรอยู่รอบดาวฤกษ์อายุน้อย ในระยะทางที่ใกล้กว่าระยะระหว่างดาวพุธและดวงอาทิตย์
การค้นพบดาวเคราะห์ครั้งนี้ เป็นความร่วมมือระดับนานาชาติ โดยไซน์เดลีระบุว่า ดร.มาเรีย ครูซ กัลเวซ-ออร์ทิซ (Dr.Maria Cruz Gálvez-Ortiz) และ ดร.จอห์น บาร์นส์ (Dr John Barnes) นักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเฮิร์ทฟอร์ดไชร์ (University of Hertfordshire) สหราชอาณาจักร ได้เข้าร่วมในการค้นพบนี้
ดร.กัลเวซ-ออร์ทิซ อธิบายถึงการค้นพบดาวเคราะห์อายุน้อยนี้ว่า เป็นการค้นหาจากการเปลี่ยนแปลงความเร็วเพียงน้อยนิดของดาวฤกษ์ที่เป็นศูนย์ กลางดาวเคราะห์ เนื่องจากแรงดึงของแรงโน้มถ่วงจากดาวเคราะห์นั้นๆ ที่โคจรรอบดาวฤกษ์ เรียกเทคนิคนี้ว่า “ดอปเปลอร์วอบเบิล” (Doppler wobble technique)
ทั้งนี้สัญญาณรบกวนจากกิจกรรมบนดาวฤกษ์นั้น เป็นความท้าทายหลักที่ทีมค้นหาต้องเอาชนะให้ได้ แต่ด้วยข้อมูลที่มากพอจากกล้องโทรทรรศน์ขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อเป็นเครือข่าย บนโลก ทำให้สัญญาณของดาวเคราะห์อายุน้อยนี้เผยออกมา
การค้นพบนี้ได้เสริมความรู้ที่ขาดไป เกี่ยวกับระยะเริ่มต้นในวิวัฒนาการของดาวเคราะห์ ดาวเคราะห์ส่วนใหญ่ที่ถูกค้นหานั้นมักเป็นดาวเคราะห์ที่มีอายุมาก โดยเกินพันล้านปีขึ้นไป และดาวเคราะห์อายุน้อยสุดที่เคยรู้จักนั้นมีอายุประมาณ 100 ล้านปี ซึ่งการค้นพบดาวเคราะห์อายุน้อยนี้จะช่วยในการทดสอบภาพการก่อตัวของดาว เคราะห์ และตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวิวัฒนาการในระยะเริ่มต้นของดาวเคราะห์
การค้นพบดาวเคราะห์อายุน้อยครั้งนี้ ต้องใช้ข้อมูลย้อนกลับไป 5 ปี จากกล้องโทรทรรศน์จากหอดูดาวเดอ คาลาร์ อัลโต (Observatorio de Calar Alto) ในสเปน และหอดูดาวเดล โรกวย เดอ โลส มูชาโชส (Observatorio del Roque de los Muchachos) ในสเปน โดยความร่วมมือของนักดาราศาสตร์จากหลายประเทศ อาทิ สหรัฐฯ อังกฤษและสเปน
ที่มา : http://forum.khonkaenlink.info/index.php?PHPSESSID=fa03c7354305bbfc801f1...
- อ่าน 119 ครั้ง
คู่รักหย่าร้าง-ปล่อยตัวโสดส่งผลร้ายสุขภาพ

ดร.ลินดา เวด นักสังคมวิทยามหาวิทยาลัยชิคาโก สหรัฐอเมริกา เสนองานวิจัยชี้ว่า การหย่าร้างส่งผลกระทบทำลายสุขภาพร่างกาย
ผล ศึกษาดังกล่าวเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 8,652 คน อายุ 51-61 ปี พบว่า คนที่หย่าร้างจะเจ็บป่วยเรื้อรัง เช่น ป่วยเป็นมะเร็ง มากกว่าคนที่ไม่เคยแต่งงานถึงร้อยละ 20 แต่จะลดลงมาเหลือร้อยละ 12 สำหรับคนที่หย่าร้างแต่กลับมาแต่งงานใหม่
"แม้เป็นความจริงว่าคนที่ หย่าร้างแต่กลับมาแต่งงานใหม่ มีแนวโน้มมีความสุขขึ้น แต่ไม่ช่วยให้ปลอดจากการเป็นโรคภัยไข้เจ็บเรื้อรังเท่าใดนัก คนที่กลับมาแต่งงานใหม่ยังมีโอกาสป่วยเรื้อรังมากกว่าคนที่ยังใช้ชีวิตแต่ง งานอยู่ถึง 12% แต่ถ้าหย่าร้างแล้วและยังใช้ชีวิตโสดอยู่จะมีความเสี่ยงป่วยเรื้อรังเพิ่ม ขึ้นเป็นร้อยละ 20%" ผลวิจัย ระบุ
ดร.ลินดา ระบุว่า การหย่าร้างหรือการครองตนเป็นม่าย เป็นตัวการบั่นทอนสุขภาพร่างกาย เพราะเงินทองรายได้ลดลง และความเครียดเพิ่มขึ้นหากต้องดูแลลูกด้วยตัวคนเดียว ตรงข้ามกับการแต่งงานใหม่ จะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายโดยทันที ผู้ชายจะมีสุขภาพร่างกายดีขึ้นเพราะมีคนช่วยดูแล ส่วนผู้หญิงจะมีความมั่นคงทางการเงินขึ้น
อย่างไรก็ตาม การแต่งงานใหม่ไม่สามารถเยียวยาปัญหาต่างๆ ได้ทั้งหมด เพราะปัญหาสุขภาพบางอย่าง เช่น เบาหวาน และโรคหัวใจได้สะสมและพัฒนาขึ้นมาอย่างช้าๆ ตั้งแต่ช่วงที่มีปัญหาระหองระแหงและหลังการหย่าร้าง ส่วนความเครียดที่เกิดขึ้นหลังจากหย่าร้าง เช่น เครียดเรื่องเงิน เครียดเรื่องภาระเลี้ยงลูก เป็นสิ่งที่จะต้องได้รับการเอาใจใส่ดูแลโดยเร็ว เพราะถ้าปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปก็จะยิ่งบั่นทอนสภาพจิตใจ
ที่มา : http://forum.khonkaenlink.info/index.php?PHPSESSID=f9924e8db0a5514a2aab6...
- อ่าน 138 ครั้ง
เล่นเน็ตโยงซึมเศร้า นักวิจัยเตือนนักท่องไซเบอร์

ดร. แคทริน่า มอร์ริสัน นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยลีดส์ เตือนว่ายิ่งใช้เวลาท่องโลกไซเบอร์นานขึ้นเท่าใดจะยิ่งซึมเศร้ามากขึ้นเท่า นั้นและยิ่งใช้ก็จะยิ่งเสพติดมากขึ้นด้วย
ผลงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสาร ไซโคพาโธโลจี้มาจากแบบสอบถามออนไลน์ที่สำรวจกลุ่มคน 1,319 คน อายุ 16-51 ปี วัดระดับความสุขหรือเศร้าที่เกิดขึ้นจากการใช้งานอินเตอร์เน็ต โดยแบ่งคนออกเป็นกลุ่มย่อย 18 กลุ่ม ที่มีการใช้งานอินเตอร์เน็ตที่ต่างกัน
พบ ว่า กลุ่มที่ใช้อินเตอร์เน็ตทุกวัน วันละหลายชั่วโมงจัดอยู่ในกลุ่มเสพติดอินเตอร์เน็ต โดยกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่น อายุเฉลี่ยอยู่ที่ 21 ปี มีคะแนนซึมเศร้ามากกว่ากลุ่มไม่เสพติดถึงกว่า 5 เท่า และใช้เวลาส่วนใหญ่เปิดเว็บโป๊ เล่นเกมและเข้าสิงสู่ตามชุมชนออนไลน์
ดร. มอร์ริสัน กล่าวว่า ขณะที่คนทั่วไปใช้อินเตอร์เน็ตจ่ายบิล ซื้อของ ส่งอีเมล์ มีคนกลุ่มเล็กๆ ที่ควบคุมตัวเองไม่ได้ ไม่รู้ว่าควรจะเล่นนานเท่าไร ทำให้แย่งเวลากิจวัตรประจำวันไป
ผลการ ศึกษานี้อยากกระตุ้นสังคมว่าท่องเว็บไซต์มากเกินจำเป็น เบียดบังการเข้าสังคมจะทำให้เกิดความผิดปกติทางจิตอย่างอาการซึมเศร้าและเสพ ติดได้
ทั้งนี้ ในประเทศอังกฤษเมื่อปี 2551 เคยเกิดกรณีวัยรุ่นฆ่าตัวตายหมู่ในเมืองบริดเจนส์ รัฐเวลส์ จนทำให้เกิดการตั้งคำถามขึ้นถึงภัยร้ายจากโลกออนไลน์ที่ส่งผลต่อจิตใจคนเรา
ที่มา : http://forum.khonkaenlink.info/index.php?PHPSESSID=f9924e8db0a5514a2aab6...
- อ่าน 104 ครั้ง
นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

เป็น เวลายาวนาน ที่นักดาราศาสตร์ใช้ปรากฏการณ์ “ซูเปอร์โนวา” เป็นเครื่องมือช่วยอ้างอิงในการวัดการขยายตัวของเอกภพ แต่พวกเขาก็มีข้อสงสัยที่ฝังแน่นว่า อะไรเป็นสิ่งที่จุดฉนวนให้เกิดการระเบิดครั้งใหญ่ของดวงดาวนี้ |
||||
|
||||
|
||||
|
||||
|
||||
|
- อ่าน 109 ครั้ง
"นับเงิน"ช่วยบรรเทาอาการ เครียด-เจ็บปวดทางร่างกายจิตใจ


วารสาร จิตวิทยา "ไซโคโลจิคัล ไซเอินซ์" ฉบับล่าสุดชี้ว่า นักวิจัยมหาวิทยาลัยซุนยัตเซน มินนิโซตา และฟลอริดา พบว่า การนับเงินช่วยบรรเทาความเจ็บปวดทั้งทางร่างกายและจิตใจ แต่เมื่อนึกถึงการใช้เงินความเครียดจะเพิ่มขึ้น
การศึกษาชิ้นนี้เน้น ที่อำนาจเชิงสัญลักษณ์ของเงิน โดยเริ่มการทดลองชิ้นแรกกับนักศึกษาจีน 84 คน แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกสั่งให้นับธนบัตร 80 ใบ ส่วนอีกกลุ่มให้นับกระดาษเปล่า 80 แผ่น หลังจากนั้นกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดต้องเล่นวิดีโอเกมออนไลน์ ซึ่งเป็นเกมรับส่งลูกบอลที่จะต้องเล่นร่วมกับผู้อื่นในอินเตอร์เน็ต แต่มีการตั้งโปรแกรมไว้ให้กลุ่มตัวอย่างครึ่งหนึ่งรับลูกบอลที่โยนมาไม่ได้ หลังผ่านไปสิบลูก ขณะที่อีกกลุ่มยังรับได้อยู่
เมื่อจบเกมกลุ่ม ตัวอย่างที่ตกรอบต้องให้คะแนนความเครียดทางสังคมและความรู้สึกของตัวเอง ซึ่งผลปรากฏว่ากลุ่มที่ได้นับเงินก่อนมีระดับความเครียดทางสังคมต่ำกว่า กลุ่มที่นับกระดาษเปล่า อีกทั้งยังรู้สึกว่าเข้มแข็งและมีความพร้อมในตัวเองมากกว่าด้วย
นัก วิจัยทดลองส่วนที่สองเพื่อดูว่าการนับเงินช่วยลดความเจ็บปวดทางร่างกายด้วย หรือไม่ โดยเปลี่ยนจากเกมออนไลน์เป็นการแบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกต้องจุ่มมือลงในน้ำอุ่น และกลุ่มที่สองจุ่มมือลงในน้ำร้อน พบว่ากลุ่มที่ได้นับเงินก่อนรู้สึกร้อนมือน้อยกว่า และเพื่อให้การศึกษาครบถ้วนสมบูรณ์จึงทดลองเพิ่ม ซึ่งพบว่าเมื่อใดที่คนเรานึกถึงการใช้เงินอย่างสิ้นเปลืองที่ผ่านมาจะยิ่ง เพิ่มความเครียด และถ้าพวกเขาถูกปฏิเสธจากสังคมและมัวแต่คิดถึงแต่ความไม่สะดวกสบายทางกายภาพ ก็จะกระตุ้นให้มีความต้องการเงินมากขึ้นและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่น้อยลง
" ผลการศึกษานี้มีนัยในโลกแห่งความเป็นจริง โดยเฉพาะท่ามกลางเศรษฐกิจขาลง การตกงานถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการถูกสังคมปฏิเสธที่จะทำให้คนๆ นั้นอยากได้เงินมากขึ้น ในขณะที่ตัวเองมีเงินน้อยลงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือภาวะถดถอยทำให้คนเรายิ่งพยายามไขว่คว้าหาสิ่งที่ ไม่สามารถมีได้" นักวิจัย ม.มินนิโซตา ระบุ
ที่มา http://forum.khonkaenlink.info/index.php?PHPSESSID=f9924e8db0a5514a2aab6...
- อ่าน 78 ครั้ง
Sema.go.th
