ข่าวประกาศ

ย้อนตำนานหาค่าประมาณ “พาย”

รูปภาพของ jakapong
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
ภาพอาร์คิมิดิสกำลังครุ่นติดหาค่าพาย (Domenico Fetti)


การประมาณค่าพาย p มีวิวัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงมานานพอสมควร นักวิชาการบางคนแบ่งช่วงวิวัฒนาการของค่าพายออกเป็น 3 ช่วง คือ ช่วงที่มีการใช้ค่าพายเพื่อศึกษาเชิงเรขาคณิต ช่วงยุคคลาสสิกที่มีการวิวัฒนาการเรื่องแคลคูลัสในยุโรปราวๆ ศตวรรษที่ 17 และยุคของคอมพิวเตอร์
       

       หลักฐานยุคแรกๆ ระบุว่า ในการสร้างพีระมิดของอียิปต์โบราณก่อนคริสต์ศักราช ใช้ค่าประมาณของพายเท่ากับ 3+ 1/7 ส่วนมหาพีระมิดในกิซาที่สร้างขึ้นช่วงปี 2550-2500 นั้นใช้อัตราส่วนของความยาว 1,760 คิวบิต (cubit) ซึ่งเป็นหน่วยวัดโบราณมีค่าประมาณ 18-22 นิ้ว ต่อความสูง 280 คิวบิต ซึ่งมีค่าประมาณ 2p
       
       นักคณิตศาสตร์อียิปต์โบราณ บาบิโลเนียน อินเดียและกรีก ต่างทราบดีว่าอัตราส่วนระหว่างเส้นรอบวงต่อเส้นผ่านศูนย์กลางนั้นเป็นอัตรา ส่วนคงที่ ไม่ว่าวงกลมจะเล็กหรือใหญ่ และมีค่ามากกว่า 3 เล็กน้อย ทั้งนี้มีหลักฐานการประมาณค่าพายในยุคแรกเริ่ม โดยชาวบาบิโลเนียนประมาณค่าพายเท่ากับ 25/8 ส่วนชาวอียิปต์ประมาณค่าพายไว้ที่ 256/81 ขณะที่ชาวอินเดียประมาณค่าเท่ากับ 339/108 แต่อาร์คิมิดิสได้รับการยอมรับว่าเป็นคนแรกที่ประมาณค่าพายได้ใกล้เคียงความ จริงที่สุด โดยอาศัยรูปทรง 96 เหลี่ยมคำนวณหาค่าพายได้ 3.14185
       
       ผ่านไปกว่าสหัสวรรษหลังคริสตกาลการคำนวณหาทศนิยมของค่าพายยังแม่นยำ น้อยกว่า 10 ตำแหน่ง หากแต่หลังจากการค้นพบวิชาแคลคูลัสก็ได้กลายเป็นก้าวกระโดดสำคัญของการ ประมาณค่าพาย จนถึงต้นศตวรรษที่ 18 จอห์น มาชิน ได้ปักหมุดการประมาณค่าพายด้วยตำแหน่งที่ 100
       
       สำหรับยุคคอมพิวเตอร์นักคณิตศาสตร์ใช้เครื่อง ENIAC คอมพิวเตอร์รุ่นแรกๆ คำนวณหาค่าพายได้ 2,037 ตำแหน่ง เมื่อปี 1949 และอีก 24 ปีต่อมาจึงมีผู้หาทศนิยมตำแหน่งที่ล้านของค่าพายได้ ตำแหน่งที่พันล้านถูกค้นพบในปี 1989 และล่าสุดคือผลงานของนักคอมพิวเตอร์ฝรั่งเศสที่หาตำแหน่งค่าพายได้ถึง 2.7 ล้านล้านตำแหน่ง และสถิติคงจะถูกทำลายลงตราบเท่าที่ยังมีคนพยายามหาตำแหน่งสุดท้ายของค่าพาย กันอยู่

ที่มา : http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9530000034365

“วาฬสีน้ำเงิน” เจ้าสมุทรที่ใกล้สูญพันธุ์

รูปภาพของ jakapong
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
วาฬสีน้ำเงินขณะล่า "กริลล์" (บีบีซีนิวส์)


วาฬหลังค่อมตีลังกากลางน้ำ


วาฬสีน้ำเงินแม่-ลูก ซึ่งลูกวาฬแรกเกิดมีขนาดใหญ่ถึง 6-8 เมตร (บีบีซีนิวส์)


วาฬสีน้ำเงินพ่นน้ำ อีกหนึ่งสัญลักษณ์ของสัตว์เลี้ยงลูกนมชนิดนี้ (บีบีซีนิวส์)


อีกหนึ่งลีลาของวาฬสีน้ำเงิน (Julia Communication)


กริลล์ตัวเล็กๆ คืออาหารหลักของวาฬตัวใหญ่ (บีบีซีนิวส์)


อุตสาหกรรมล่าวาฬที่มีเทคโนโลยีก้าวหน้ากว่าอดีตมาก (Australian Costoms Service)


ภาพสะเทือนใจเมื่ออุตสาหกรรมล่าวาฬของญี่ปุ่นจับวาฬแม่-ลูก ทั้งที่ผิดข้อห้ามของไอดับเบิลยูซี


แม้เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วย นมขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งครองผืนน้ำในมหาสมุทรทั่วโลก และมีขนาดใหญ่โตไม่น้อยกว่าตึก 8 ชั้น แต่ “วาฬสีน้ำเงิน” เกือบต้องสูญพันธุ์ไปจากโลกสีน้ำเงิน จากมนุษย์ที่ไล่ล่าอย่างหนักในช่วง 2-3 ศตวรรษที่ผ่านมา
       
       “วาฬสีน้ำเงิน” (Blue Whale) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ที่สุด และอาจเป็นสัตว์ขนาดใหญ่ที่สุดซึ่งอาศัยอยู่บนโลกนี้ แม้กระทั่งไดโนเสาร์ขนาดใหญ่ที่สุดซึ่ง เคยครองแผ่นดินบนโลกยังมีขนาดเล็กกว่าวาฬชนิดนี้ เคยมีผู้พบเห็นวาฬสีน้ำเงินขนาดยาวถึง 33 เมตร หนัก 190 ตัน แต่โดยทั่วไปจะพบวาฬที่มีขนาดเล็กกว่านี้ โดยมีขนาดเฉลี่ย 25-26.2 เมตร หนัก 100-120 ตัน
       
       ข้อมูลจากเนชันนัลจีโอกราฟิกระบุว่า เฉพาะลิ้นของวาฬสีน้ำเงินอย่างเดียวก็หนักเท่าๆ กับช้างตัวหนึ่ง ส่วนหัวใจมีขนาดพอๆ กับรถยนต์คันหนึ่งเลยทีเดียว
       
       ในช่วงศตวรรษที่ 20 วาฬสีน้ำเงินถูกล่าจนเกือบจะสูญพันธุ์ กระทั่งช่วงกลางทศวรรษ 1960 ได้เริ่มมีการปกป้องวาฬชนิดนี้ และเร็วๆ นี้ประมาณว่า เหลือ วาฬสีน้ำเงินในซีกโลกใต้อยู่ประมาณ 2,300 ตัว อีกทั้งมีหลักฐานว่ามีจำนวนเพิ่มขึ้นปีละ 7% แต่ยังไม่มีการประมาณจำนวนวาฬชนิดนี้ที่ดีพอในบริเวณอื่นของโลก
       
       ถึงอย่างนั้น บีบีซีนิวส์ระบุว่า มีหลักฐานประชากรวาฬสีน้ำเงินเพิ่มจำนวนขึ้นในแอตแลนติกเหนือ โดยก่อนเริ่มอุตสาหกรรมล่าวาฬ คาดว่ามีวาฬสีน้ำเงินในท้องทะเลราว 200,000-300,000 ตัว และเชื่อว่าปัจจุบันน่าจะเหลือประมาณ 12,000 ตัว ซึ่งน้อยกว่า 1% ของจำนวนเดิมที่มีอยู่
       
       ทำไมต้องล่า “วาฬ” ?
       วาฬถูกล่าเพื่อ “เนื้อ” และ “น้ำมัน” เป็นหลัก โดยการล่าวาฬสามารถย้อนกลับไปได้ไกลถึง 3,000 ปีก่อน ค.ศ.ชาวอินนูอิตในกรีนแลนด์ล่าวาฬเพื่อยังชีพ ส่วนชาวญี่ปุ่นและนอร์เวย์ต่างมีวัฒนธรรมในการล่าวาฬ โดยการล่าวาฬเป็นอุตสาหกรรมนั้นเริ่มต้นในคริสศตวรรษที่ 17 และมีการล่าวาฬหนักขึ้นในช่วงศตววรษที่ 18-19 โดยในอดีตเมืองต่างๆ ของสหรัฐฯ และยุโรปใช้น้ำมันจากวาฬเป็นเชื้อเพลิงในการจุดตะเกียง
       
       จนกระทั่งในปี 1986 คณะกรรมการควบคุมการล่าวาฬนานาชาติ (International Whaling Commission) หรือไอดับเบิลยูซี (IWC) ได้ห้ามการล่าวาฬเชิงพาณิชย์ ปัจจุบันความต้องการน้ำมันวาฬลดลงมาก และเหลือเพียงการล่าเพื่อเป็นอาหาร โดยปัจจุบันวาฬมิงก์ซึ่งเป็นวาฬขนาดเล็กที่ถูกล่ามากที่สุด
       
       “ไอดับเบิลยูซี” คณะกรรมการจัดสรรโควตาล่าวาฬ
       คณะกรรมการควบคุมการล่าวาฬนานาชาติจัดตั้งขึ้นเมื่อ 2 ธ.ค.1946 ณ กรุงวอชิงตัน ดี ซี สหรัฐฯ โดยมีเป้าหมายเพื่อการล่าวาฬที่เหมาะสมต่อจำนวนวาฬที่มีอยู่ รวมถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมล่าวาฬ ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 88 ประเทศ ซึ่งรวมถึงญี่ปุ่นและนอร์เวย์ที่ล่าวาฬเป็นวัฒนธรรมด้วย
       
       ภารกิจหลักของไอดับเบิลยูซี คือกำหนดจำนวนและตารางที่เหมาะสมในการล่าวาฬ ซึ่งการกำหนดนี้เพื่อคุ้มครองวาฬบางสปีชีส์ กำหนดพื้นที่เฉพาะให้วาฬได้หลบภัยจากการล่า จำกัดจำนวนและขนาดของวาฬที่จะถูกล่า วางเงื่อนไขสำหรับการเปิด-ปิดฤดูกาลล่า และห้ามล่าลูกวาฬและวาฬตัวเมียที่มีลูกอ่อน และผู้ล่าวาฬยังต้องรวบรวมรายงานการจับ รวมถึงสถิติและข้อมูลเชิงชีววิทยาให้แก่คณะกรรมการด้วย
       
       สัตว์ใหญ่ที่กินเฉพาะสัตว์เล็ก
       วาฬสีน้ำเงินเป็นวาฬกรองกิน (baleen whale) มีแผ่นกรองซึ่งเป็นสารชนิดเดียวกับเล็บที่เรียกว่า “บาลีน” (baleen) เชื่อมกับขากรรไกร และจัดเป็นสัตว์กินเนื้อ แต่เหยื่อของวาฬกลับเป็นแพลงก์ตอนสัตว์ขนาดเล็กๆ เวลากินอาหารสัตว์น้ำขนาดยักษ์นี้จะกลืนน้ำปริมาณมหาศาลเพื่อกรองเอา “กริลล์” (krill) สัตว์น้ำขนาดเล็กคล้ายกุ้งและกลืนกิน
       
       วาฬต้องดำน้ำลงไปล่ากริลล์ที่ความลึกประมาณ 100 เมตร และปกติจะดำน้ำนาน 20 นาที แต่มีบันทึกสูงสุดว่าดำได้นานถึง 36 นาที ทั้งนี้ วาฬสีน้ำเงินที่โตเต็มวัยกินกริลล์วันหนึ่งได้มากถึง 4 ตัน
       
       วาฬไม่ใช่ “ปลา”
       เราคุ้นเคยกับการเรียกวาฬว่า “ปลาวาฬ” เช่นเดียวกับการเรียกโลมาว่า “ปลาโลมา” แต่สัตว์น้ำทั้งสองชนิดนั้นเป็นสัตว์เลือดอุ่นที่เลี้ยงลูกด้วยนม ต่างจาก “ฉลาม” ที่จัดเป็นปลาชนิดหนึ่ง ทั้งวาฬและโลมาเป็นสัตว์ในลำดับเซตาเซีย (Cetacea) เช่นเดียวกัน โดยวาฬจะหายใจได้เช่นเดียวกับคน และหายใจแต่ละครั้งสามารถดำน้ำได้นานถึง 20 นาที และวาฬยังพ่นน้ำออกจากช่องหายใจได้สูงถึง 9 เมตร
       
       วาฬแรกเกิดหนักได้ถึง 3 ตัน และมีขนาดถึง 8 เมตร โดยในช่วงปีแรกวาฬตัวน้อย จะกินนมแม่อย่างเดียวมากถึงวันละ 91 กก. ซึ่งวาฬมีอายุเฉลี่ยประมาณ 80-90 ปี โดยศัตรูของวาฬนอกจากมนุษย์แล้วยังมีปลาฉลามที่เป็นผู้ล่าอีกชนิดหนึ่ง นอกจากนี้ทุกๆ ปียังพบว่าวาฬบาดเจ็บจากการปะทะกับเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ด้วย
       
       นักท่องสมุทรส่งเสียงได้ไกล 1,600 กม.
       วาฬสีน้ำเงินอาศัยอยู่ทั่วไปในมหาสมุทรทั่วโลก โดยมักจะว่ายน้ำเป็นกลุ่มเล็กๆ แต่ปกติจะพบเพียงลำพังหรือไปเป็นคู่ ในช่วงหน้าร้อนวาฬสีน้ำเงินจะใช้เวลาส่วนใหญ่ในน่านน้ำแถบขั้วโลก และจะอพยพสู่แถบศูนย์สูตรในช่วงที่ฤดูหนาวมาเยือน โดยวาฬสีน้ำเงินจะว่ายน้ำได้ไกล 8 กม.ในเวลา 1 ชั่วโมง แต่หากตื่นเต้นหรือตกใจวาฬสีน้ำเงินจะเร่งความเร็วได้ถึง 32 กม.ต่อชั่วโมง
       
       นอกจากเป็นสัตว์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลกแล้ว วาฬสีน้ำเงินยังเป็นสัตว์ที่เสียงดังกังวานที่สุดในโลกอีกด้วย ซึ่งภายในสภาวะที่เหมาะสม วาฬสีน้ำเงินสามารถส่งเสียงถึงวาฬอีกตัวที่อยู่ไกล 1,600 กิโลเมตรได้ โดยจะส่งชุดเสียงเป็นคลื่นสั้น เสียงครวญครางหรือโหยหวนออกไป
       
       ทั้งนี้นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าวาฬสีน้ำเงินไม่ได้ส่งเสียงเพื่อการ สื่อสารเพียงอย่างเดียว แต่ใช้เพื่อนำทางใต้มหาสมุทรที่ลึกและอับแสงด้วย
       
       สถานภาพใกล้สูญพันธุ์ของวาฬสีน้ำเงินนั้น สะท้อนให้เห็นว่าไม่มีสัตว์โลกใดรอดพ้นจากการคุกคามของมนุษย์ไปได้ แม้กระทั่งสัตว์ใหญ่ที่สุดในโลกนี้ แต่ยังไม่สายเกินไปที่เราจะเพิ่มโอกาสให้เพื่อนร่วมโลกนี้ได้อยู่คู่กับ มหาสมุทรต่อไป

ที่มา : http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9530000090170

เผยโฉมเครื่องบินซูเปอร์โซนิก ลดเสียงดังสนั่น"โซนิกบูม"

รูปภาพของ jakapong

เผย โฉมหน้า "ซูเปอร์ โซนิก กรีน แมชชีน" เครื่องบินล้ำยุคผิวมันขลับสีเขียวที่จะสร้างสถิติใหม่เป็นเครื่องบินเร็ว เหนือเสียงแห่งอนาคต ออกแบบพัฒนาให้ลดเสียงโซนิก บูมลง โดยบริษัทล็อกฮีด มาร์ติน รวมทั้งวิศวกรการบินของสำนักงานบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐ (นาซ่า) ซึ่งร่วมพัฒนาอากาศยานไฮเทคนี้คาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ออกมาบินโฉบเฉี่ยวได้ใน ปี 2578

เครื่องบินเร็วเหนือเสียงดังกล่าวได้รับการออกแบบมาให้ ประหยัดเชื้อเพลิงยิ่งกว่า "คองคอร์ด" เครื่องบินโดยสารซูเปอร์โซนิกรุ่นแรกของโลก และลดเสียงดังกระหึ่มของการระเบิดโซนิกบูม ซึ่งเป็นหนึ่งในปัญหาใหญ่ของเครื่องบินซูเปอร์โซนิกรุ่นคองคอร์ด

คองคอร์ด บินครั้งแรกเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2529 ด้วยความเร็ว 2,333 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เดินทางระหว่างนครนิวยอร์กไปยังกรุงลอนดอน ใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมง 54 นาที 30 วินาที

"โซนิกบูม" เป็นเสียงดังคล้ายฟ้าคำราม เกิดขึ้นเมื่อเครื่องบินบินเร็วกว่าความเร็วของเสียง ซึ่งเมื่อบินผ่านอากาศด้วยความ เร็วเหนือกว่าความเร็วของเสียง อากาศจะถูกผลักให้แยก จากกันด้วยพลังงานมหาศาล ทำให้เกิดการบีบอัดของคลื่นอากาศ คล้ายกับคลื่นของน้ำเมื่อเรือแล่นผ่านไปในน้ำ คลื่นเสียงจะกระจายออกไปกระแทกวัตถุต่างๆ และอาจทำให้กระจกหน้าต่างบ้านเรือนแตกร้าวได้ เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวจึงมีการออกแบบใบปีกโค้งรูปตัววีติดตั้งเข้าไปใน ช่วงท้ายของเครื่องบินซูเปอร์โซนิกฯ โดยทำหน้าที่เหมือนสปอยเลอร์ในรถแข่ง ช่วยปรับทิศทางลมและลดความรุนแรงของโซนิกบูม

 ที่มา : http://forum.khonkaenlink.info/index.php?PHPSESSID=fktdodgnii301rl488c2t...

เผยแผนที่ “แรงโน้มถ่วง” ของโลก

รูปภาพของ jakapong

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

แผนที่แรงโน้มถ่วงโลก ที่แสดงเป็นบริเวณที่ "สูง" หรือ "ต่ำ" ตามแรงโน้มถ่วง (บีบีซีนิวส์/อีซา)
เส้นแดงแสดงระดับสูงต่ำของพื้นที่ตามแรงโน้มถ่วง (บีบีซีนิวส์)

 
เผย แผนที่ “แรงโน้มถ่วง” แสดงให้เห็นพื้นที่สูง-ต่ำของโลกจากแรงโน้มถ่วงที่กระจายอยู่ทั่วโลก สร้างจากดาวเทียมยุโรปที่โคจรต่ำ และมีระบบการวัดที่ซับซ้อน นักวิทยาศาสตร์ระบุภาพแผนที่ดังกล่าวสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้อย่างนับ ไม่ถ้วน
    

     ดาวเทียมโกเซ (Goce: The Gravity Field and Steady-State Ocean Circulation Explorer) ซึ่งเป็นยานสำรวจทางวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม ขององค์การอวกาศยุโรป (อีซา) สร้างแผนที่ระดับสูง-ต่ำของพื้นผิวโลกจากแรงโน้มถ่วง ที่เรียกว่า “จีโออิด” (geoid) ซึ่งบีบีซีนิวส์ระบุว่า หนึ่งในประโยชน์ของแผนที่ดัง กล่าว คือช่วยให้นักวิจัยเข้าใจได้ดีขึ้นว่า มวลน้ำมหาศาลในมหาสมุทรนั้นเคลื่อนความร้อนไปรอบๆ โลกได้อย่างไร
    
     ดาวเทียมโกเซถูกส่งขึ้นไปเมื่อปี 2009 ให้โคจรรอบโลกในเส้นทางขั้วโลกถึงขั้วโลก ที่ระดับความสูง 254.9 กิโลเมตร ซึ่งนับเป็นวงโคจรต่ำสุดสำหรับดาวเทียมเพื่อการวิจัยที่ใช้งานอยู่ในทุก วันนี้ ภายในดาวเทียมมีเครื่องวัดความเอียงลาดหรือเกรดิโอมิเตอร์ (gradiometer) ซึ่งมีความไวต่อแรงโน้มถ่วงโลกมากถึง 1 ใน 10 ล้านล้านส่วน ทำให้แยกความแตกต่างเพียงเล็กน้อยที่เกิดจากแรงดึงของมวลในจุดหนึ่งของโลก อีกจุดหนึ่งของโลก ตั้งแต่ภูเขาขนาดใหญ่ถึงมหาสมุทรลึกที่สุด โดยใช้เวลาสำรวจ 2 เดือนจึงได้ข้อมูลมาสร้างแผนที่
    
     ศ.เรเนอร์ รัมเมล (Prof. Reiner Rummel) ประธานความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ของดาวเทียมโกเซ และนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมุนเชน (Technische Universitaet Muenchen) กล่าวว่า จากแผนที่สามารถบอกได้ว่าจุดใด “สูง” หรือ “ต่ำ” และกล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่าแรงโน้มถ่วงจะออกแรงตั้งฉากกับพื้นผิวในแผนที่
    
     แผนที่โลกแบบจีโออิดนี้ เป็นที่สนใจต่อนักสมุทรศาสตร์ เนื่องจากแผนที่ดังกล่าวจะบอกรูปร่างของน้ำทะเลได้ทั่วโลกหากไม่มีแรงดึงดูด จากดวงจันทร์หรือไม่มีกระแสลมและคลื่นทะเล และหากนักวิจัยหักแผนที่จีโออิดออกไปจากพฤติกรรมที่สังเกตได้จริง ของมหาสมุทร จะทำให้เห็นค่าจริงของอิทธิพลอื่นที่มีผลต่อน้ำทะเลได้ชัดเจนขึ้น ซึ่งเป็นข้อมูลที่จำเป็นต่อนักสร้างแบบจำลองสภาพอากาศที่พยายามอธิบายวิธี ที่มหาสมุทรจัดการการถ่ายโอนพลังงานไปรอบโลก
    
     นอกจากนี้ยังมีการประยุกต์ใช้จีโออิดในอีกหลายๆ ด้าน เช่น วิศวกรรมใช้เพื่อบอกทิศทางการไหลของน้ำในท่อ ด้านนักธรณีฟิสิกส์เองต้องการข้อมูลจากดาวเทียมโกเซเพื่อพิสูจน์ว่าเกิดอะไร ขึ้นภายใต้พื้นพิภพ โดยเฉพาะบริเวณที่มีแนวโน้มว่าจะเกิดแผ่นดินไหวและเกิดภูเขาไฟปะทุ เป็นต้น
    
     “ข้อมูลจากดาวเทียมโกเซให้ข้อมูลใหม่เกี่ยวกับเทือกเขาหิมาลัย แอฟริกากลาง เทือกเขาแอนดีสและทวีปแอนตาร์กติกา ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้นเพราะพื้นที่เหล่านี้เข้าถึงได้ลำบาก มันไม่ง่ายที่จะวัดสนามโน้มถ่วงสูงๆ ที่มีความแตกต่างกันมากในทวีปแอนตาร์กติกาโดยใช้เครื่องบิน เพราะมีพื้นที่บินได้ไม่มาก” ดร.รูน ฟลอเบอร์กาเกน (Dr.Rune Floberghagen) ผู้จัดการปฏิบัติการดาวเทียมโกเซของอีซาอธิบาย
    
     เนื่องจากดาวเทียมโกเซโคจรที่ระดับต่ำมาก ซึ่งมีผลต่อระยะเวลาในการปฏิบัติภารกิจซึ่งคาดว่าจะได้มากสุด 2 ปี แต่ตอนนี้อีซาคิดว่าอาจใช้งานดาวเทียมดวงนี้ได้ถึงปี 2014 โดยกิจกรรมบนดวงอาทิตย์ที่เงียบกว่าปกติในช่วงนี้ ทำให้สภาพอากาศสงบนิ่งอย่างมากด้วย ดังนั้นดาวเทียมโกเซจึงมีเชื้อเพลิง “ซีนอน” (xenon) เหลือพอที่จะประคองตัวเองให้อยู่ในวงโคจรต่อไปได้ แต่ท้ายสุดเมื่อเชื้อเพลิงหมดแล้ว อากาศที่ยังพอมีอยู่ที่ระดับความสูง 255 กิโลเมตร จะทำให้ดาวเทียมเคลื่อนที่ได้ช้าลงและหล่นจากฟ้าในที่สุด

ที่มา : http://forum.khonkaenlink.info/index.php?PHPSESSID=fktdodgnii301rl488c2t...

คนไทยเจ๋งคิดค้น“ข้าวไม่ต้องหุง”

รูปภาพของ jakapong


 
วัน ที่(1 ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสกุล  มูลคำ นักวิชาการชำนาญการศูนย์วิจัยข้าวเชียงใหม่ ตั้งอยู่หมู่ 3 ต.มะขามหลวง อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่  ซึ่งเป็นผู้วิจัยและค้นพบข้าวสารไม่ต้องหุงแต่สามารถนำไปรับประทานได้เลย เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ศูนย์วิจัยข้าวกลางของรัฐบาลอินเดียสร้างความฮือฮาให้วงการข้าว ทั่วโลก ในช่วงต้นปี 53 ด้วยการพัฒนาพันธุ์ข้าวที่มีคุณสมบัติพิเศษ ที่นำมารับประทานได้เลยโดยไม่ต้องหุงให้เปลืองไฟ เพียงแต่แช่น้ำอุ่นหรือน้ำธรรมดา ก็สามารถนำมารับประทานได้เลย ต่อมาทางศูนย์วิจัยได้ทำการศึกษาหาข้อมูลและทำการวิจัย โดยทำการสอบถามข้อมูลจากชาวบ้านจนรู้ความลับว่าในอดีตการออกรบ รวมถึงนายพรานที่ออกไปล่าสัตว์ เดินป่าก็จะนำข้าวติดตัวไปเพื่อรับประทานโดยที่ไม่ต้องใช้ไฟ แต่จะใช้วิธีการนำข้าวเปลือกไปแช่น้ำแล้วนำมาสีก่อนนำไปตากแดด เมื่อทราบข้อมูลแล้ศูนย์วิจัยจึงได้นำความคิดดังกล่าวมาผสมผสานกับความรู้ ใหม่ จึงได้เกิดการวิจัยขึ้นโดยได้ร่วมกับ ดร.ลือชัย อารยะรังสฤษฏ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวเชียงใหม่ และคณะวิจัยอีกหลายท่าน ทำการทดลอง จนประสบความสำเร็จ

สำหรับวิธีการทำขั้นตอนแรกได้นำข้าวขาว จำนวน 4 ชนิดมาทำการทดลอง คือข้าวขาวดอกมะลิ 105  ข้าวพันธุ์ กข.39  ข้าวหลวงสันป่าตอง และข้าวพันธุ์ขาหนี่  โดยให้นำข้าวเปลือกไปแช่น้ำทิ้งไว้ 8 - 12 ชั่วโมง เสร็จแล้วให้นำข้าวที่ได้ไปเข้าหม้อแรงดันเพื่อลดความชื้น หากไม่มีก็สามารถใช้หม้ออบแรงดันทั่วไปก็ได้ เพียงแต่จะใช้เวลานานกว่า จากปกติจะใช้เวลาประมาณ 25 นาที อาจจะเป็น 40 นาที เมื่อเสร็จแล้วก็นำไปคั่ว ประมาณ 5 นาที แล้วก็เข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายคือการนำข้าวไปสี ให้กลายเป็นข้าวสาร แต่ข้าวที่ได้นั้น ปกติจะเป็นข้าวขาว แต่หลังจากผ่านวิธีการตามขั้นตอนต่างๆ ข้าวจะออกมาเป็นสีเหลืองใส แต่คุณค่าทางโภชนาการดีกว่าข้าวขาว เพราะมีคุณค่าทางอาหารสูงถึง 80 เปอร์เซ็นต์ จากปกติที่สีข้าวแล้วนำเปลือกออกจนได้ข้าวขาวเลยนั้น คุณค่าของข้าวที่มีในเปลือกข้าว ก็จะถูกคัดทิ้งไป ทำให้ข้าวมีคุณค่าน้อยลง

ต่อ มาเป็นวิธีการนำไปรับประทานมีอยู่ 2 วิธีคือ นำไปแช่น้ำร้อนที่มีอุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส หรือน้ำเดือด โดยใช้ตามอัตราข้าว 1 ส่วนต่อน้ำ 1 ส่วน หรือมากกว่าเล็กน้อย แต่ไม่ควรเกิน 1.5 ส่วน ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที ผู้บริโภคสามารถนำไปรับประทานได้ทันทีเหมือนกับข้าวสุกที่ผ่านวิธีการหุงตาม ปกติ แต่หากไม่มีน้ำร้อนสามารถแช่ในน้ำเปล่าธรรมดาที่ไม่ได้แช่ในตู้เย็นอุณหภูมิ จะอยู่ที่ประมาณ 30 องศาเซลเซียส โดยแช่น้ำทิ้งไว้นาน 45 นาที ก็สามารถรับประทานได้เช่นกัน แต่การรับประทานนั้นอาจจะได้ข้าวที่มีลักษณะร่วน ไม่เกาะกันเหมือนข้าวหุงทั่วไป แต่หากใครอยากได้ข้าวที่นิ่มขึ้นมา ก็สามารถนำไปหุงด้วยวิธีปกติได้เหมือนกัน

นายสกุล กล่าวต่อว่า ประโยชน์ของข้าวที่ไม่ต้องหุงถือว่ามีประโยชน์อย่างมาก สำหรับนักเดินทาง เพราะมีขนาดเบา แล้วยังไม่ยุ่งยากหากจะนำมารับประทาน แล้วพกพาไปไหนก็ได้สะดวก ไม่ต้องมีกระแสไฟในการหุงต้มก็สามารถนำข้าวมารับประทานได้ ที่สำคัญยังสามารถนำไปใช้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติตามธรรมชาติเช่น น้ำท่วม ดินถล่ม ที่ทำให้ไฟฟ้าถูกตัด ไม่สามารถใช้การหุงต้มได้อีกด้วย  สำหรับการวิจัยข้าวครั้งนี้ยังไม่มีการนำออกจำหน่าย เพราะยังอยู่ในช่วงการเตรียมต่อยอดว่าจะทำอย่างไรให้ลดขั้นตอนการทำให้น้อย ลง และการแช่ข้าวให้ใช้เวลาน้อยลง แต่หากสนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ ศูนย์วิจัยข้าวสันป่าตอง

ที่มา : http://forum.khonkaenlink.info/index.php?PHPSESSID=rlvu6gdfe0smj4ecbb8p3...

พลิกโฉมธุรกิจร้านทองด้วยนวัตกรรม RFID ตรวจนับก็ง่าย ทองหายก็รู้ทันที

รูปภาพของ jakapong
พนักงานร้านทองสาธิตการใช้เครื่องอ่าน RFID แบบมือถือ


คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
นายสมสิทธิ์ ดวงเอกอนงค์ อธิบายการตรวจนับทองด้วยถาด RFID ที่สามารถตรวจนับได้รวดเร็วกว่า 300 แท็ก ภายใน 10 วินาที


นายสมสิทธิ์ ดวงเอกอนงค์ (ซ้าย) และ นายกำพล โชคสุนทสุทธิ์


เจ้าของร้านทองเที่ยงธรรม สาขาพระขโนง โชว์แท็กที่ติดอยู่กับทองคำรูปพรรณแต่ละเส้น


พนักงานสาธิตการอ่านแท็กด้วยพีดีเอก่อนและหลังให้ลูกค้าดูสินค้า


เจ้าของร้านทองหมดห่วง ไม่ต้องกลัวถูกลูกค้าจอมปลอมอมทองหรือถูกเด็กในร้านยักยอกทองเข้ากระเป๋าอีก ต่อไป หลังไอแท็ปหนุนเอกชนพัฒนานวัตกรรม RFID ช่วยตรวจนับทองได้รวดเร็วทันใจ ใช้งานจริงแล้ว 15 ร้านทั่วประเทศ พร้อมสร้างห้องนิรภัยต้นแบบ ควบคุมระบบเปิดปิดด้วยโทรศัพท์มือถือ ไม่ต้องกลัวทองหายแม้ไปทำกิจธุระนอกร้าน
       
       นายสมสิทธิ์ ดวงเอกอนงค์ ประธานกรรมการ บริษัท โมเลคิว (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า การตรวจนับทองเป็นกิจวัตรประจำวันของร้านทองทุกร้านที่จะต้องทำทุกเช้าและ เย็น เพื่อตรวจนับทองทุกชิ้นก่อนนำสินค้าออกจากห้องนิรภัยเพื่อมาวางหน้าร้านใน ตอนเช้า และตรวจนับสินค้าเพื่อเก็บเข้าห้องนิรภัยหลังจากปิดทำการในช่วงเย็น ซึ่งในแต่ละวันต้องใช้พนักงานตรวจนับ 4-5 คน เป็นเวลากว่า 2 ชั่วโมง และบางครั้งอาจเกิดความผิดพลาดในระหว่างการตรวจนับ หรือเกิดปัญหาทองสูญหายเนื่องจากถูกขโมยในระหว่างวัน
       
       "ครอบครัวของผมดำเนินธุรกิจร้านทองมาเป็นเวลาหลายสิบปี และประสบปัญหานี้เช่นเดียวกัน ก็เลยคิดว่าน่าจะมีเทคโนโลยีที่สามารถตอบโจทย์นี้ได้ จึงได้เริ่มพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับอ่านบาร์โค้ด แต่ก็มีปัญหาว่าบางครั้งบาร์โค้ดชำรุดเสียหายทำให้เครื่องอ่านไม่ได้ จึงได้พัฒนาเป็นเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดี (RFID) สำหรับตรวจนับทองที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน" นายสมสิทธิ์ เล่า ซึ่งเขาได้รับการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวจากโครงการสนับสนุนการ พัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย หรือไอแท็ป (iTAP) ศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี (ทีเอ็มซี) 
       
       ด้านนายกำพล โชคสุนทสุทธิ์ กรรมการ บริษัท เอเซนเทค (ประเทศไทย) จำกัด และผู้เชี่ยวชาญโครงการของไอแท็ป เปิดเผยว่า เครื่องอ่านอาร์เอฟไอดีที่มีอยู่ในปัจจุบันจะไม่สามารถอ่านแท็กข้อมูล (Tag) ที่วางทับซ้อนกันได้ ต้องอ่านทีละแท็ก แต่หากนำมาใช้ในธุรกิจร้านทอง การอ่านทีละแท็กก็ไม่ต่างจากระบบบาร์โค้ดที่เคยใช้ ซ้ำยังมีราคาสูงกว่ามาก จึง พัฒนาเครื่องอ่านอาร์เอฟไอดีที่สามารถอ่านค่าได้ทั้งในแนวตั้งและแนวนอน โดยไม่ต้องเกลี่ยแท็กที่วางทับซ้อนกัน และอ่านในครั้งเดียวได้มากกว่า 300 แท็ก ภายในเวลาไม่เกิน 10 วินาที
       
       เครื่องอ่านอาร์เอฟไอดีที่พัฒนาขึ้นมีทั้งเครื่องอ่านแบบถาดและ เครื่องอ่านแบบมือถือ สำหรับเครื่องอ่านแบบถาดมีขนาดประมาณ 30x50 เซนติเมตร ซึ่งได้ออกแบบและพัฒนาเสาอากาศที่มีขนาดใหญ่และครอบคลุมพื้นที่ของถาดบรรจุ ทองรูปพรรณ และสามารถวางถาดบรรจุทองเรียงซ้อนกันเพื่ออ่านแท็กพร้อมกันได้สูงไม่เกิน 30 เซนติเมตร ส่วนแท็กที่ใช้เป็นแท็กติดโลหะที่บรรจุข้อมูลต่างๆ ของสินค้า เช่น รหัสสินค้า ราคา ค่ากำเหน็จ น้ำหนัก และราคาขาย เป็นต้น และแต่ละแท็กสามารถใช้ซ้ำได้มากกว่า 1 แสนครั้ง โดยไม่มีปัญหาถูกรบกวนเมื่อเข้าใกล้โลหะหรือมีความชื้น
       
       นายสมสิทธิ์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เขาเริ่มวิจัยและพัฒนาระบบอาร์เอฟไอดีเพื่อตรวจนับทองมาเป็นเวลาร่วม 7 ปี โดยใช้ร้านทองของตัวเองเป็นห้องแล็บ และได้เริ่มนำมาใช้งานจริงที่ร้านทองของตัวเองได้ 4-5 ปีแล้ว และปัจจุบันมีร้านทอง 15 ร้านทั่วประเทศ ที่นำเอาเทคโนโลยีนี้ไปใช้ตรวจนับทอง
       
       "เทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีช่วย ให้การตรวจนับทองรูปพรรณสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น ทำให้การบริหารจัดการร้านมีประสิทธิภาพมากขึ้น จากเดิมที่อาจต้องใช้เวลาฝึกหัดพนักงานใหม่นานถึง 2 เดือน แต่ปัจจุบันสามารถฝึกฝนเขาให้เข้าใจในระบบนี้ได้เพียง 2 วัน และ ทำให้เขาคลายความกังวลในการที่จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบเมื่อทองสูญหาย" นายสมสิทธิ์ เผยต่อสื่อมวลชนและทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTVผู้จัดการออนไลน์
       
       สำหรับธุรกิจร้านทองที่ต้องการนำเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีนี้ไปใช้ นายสมสิทธิ์ บอกว่า จะต้องลงทุนเป็นหลักแสนบาทขึ้นไป และไม่ได้มองว่าจุดคุ้มทุนอยู่ตรงไหน แต่ เจ้าของร้านทองทุกคนต้องการสูญเสียให้น้อยที่สุด ซึ่งหากนวัตกรรมนี้สามารถแก้ปัญหาระบบบริหารจัดการภายในร้านได้และป้องกัน ทองสูญหายได้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมากแล้ว และนอกจากนั้น เทคโนโลยีนี้ยังสามารถนำไปไปประยุกต์ใช้กับธุรกิจประเภทอื่นๆ ได้ เช่น ร้านเพชร-พลอย โรงรับจำนำ ร้านค้าวัตถุโบราณ ตลอดจนธุรกิจโลจิสติกส์
       
       นอกจากนั้นนายสมสิทธิ์และนายกำพลยังได้ร่วมกันพัฒนาห้องนิรภัยหรือ ห้องมั่นคงที่มีระบบควบคุมการเปิดปิดโดยไมโครคอนโทรลเลอร์ ซึ่งสามารถเปิด-ปิด ได้ 2 กรณี คือ กรณีแรกเจ้าของร้านต้องการเปิดห้องมั่นคง สามารถเปิดได้เองโดยการสแกนลายนิ้วมือที่เครื่องหน้าห้องมั่นคง ซึ่งสามารถบันทึกลายนิ้วมือเจ้าของร้านหรือผู้มีสิทธิ์เปิดห้องได้ 3 ลายนิ้ว
       
       ในกรณีที่เจ้าของร้านไม่อยู่แต่ต้องการให้พนักงานที่มีสิทธิ์เปิด ห้องเป็นผู้เปิด เจ้าของร้านสามารถส่งข้อความ (เอสเอ็มเอส) คำสั่งเปิดประตูพร้อมรหัสผ่านจากโทรศัพท์มือถือของเจ้าของร้านมายังระบบ แล้วให้พนักงานผู้เป็นเจ้าของลายนิ้วมือลำดับถัดไปสแกนลายนิ้วมือเพื่อเปิด ประตูห้อง และสามารถส่งคำสั่งล็อกห้องมั่นคงเมื่อเกิดกรณีฉุกเฉินขึ้นได้ทันที ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาและทดสอบระบบ โดยคาดว่าจะเริ่มนำมาใช้งานได้ที่ร้านทองของนายสมสิทธิ์ได้ประมาณปลายปีนี้ ซึ่งเขาหวังว่านวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ประกอบธุรกิจร้าน ทองมีการบริหารจัดการที่เป็นระบบและสามารถขยายกิจการไปยังสาขาต่างๆ ได้สะดวกยิ่งขึ้น

ที่มา : http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9530000089562

11 เรื่องน่ารู้ของ "ภูเขาไฟ"

รูปภาพของ jakapong



ภูเขาไฟใต้ธารน้ำแข็งเอ ยาฟจาลาโยคูลล์ในไอซ์แลนด์ที่กำลังปะทุและพ่นเถ้าถ่านออกมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงกลางเดือน เม.ย. 53 โดยภาพนี้เป็นภาพถ่ายเมื่อวันที่ 17 เม.ย. ที่ผ่านมา (ภาพประกอบจาก รอยเตอร์)

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
อนุภาค เถ้าถ่านจำนวนมากที่พ่นออกมาจากภูเขาไฟเอยาฟจาลาโยคูลล์ในไอซ์แลนด์และแผ่ปก คลุมไปทั่วน่านฟ้ายุโรป ส่งผลกระทบให้หลายประเทศต้องยกเลิกเที่ยวบินเส้นทางไปยุโรป (ภาพประกอบจาก เอพี)


อนุภาคเถ้าถ่านจากภูเขาไฟหากมีปริมาณมากและแผ่ปกคลุมทั่วโลก อาจทำให้อุณหภูมิพื้นผิวโลกลดลงได้ (ภาพประกอบจาก เอพี)


ภูเขาไฟในไอซ์แลนด์ที่กำลังปะทุอยู่ในตอนนี้ ได้สร้างความปั่นป่วนโกลาหลให้กับการคมนาคมทางอากาศของหลายประเทศในยุโรป แต่บนโลกของเรายังมีภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นอยู่ไม่น้อยกว่า 1,500 ลูก และมีภูเขาไฟบางลูกกำลังปะทุอยู่อย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว จนถึงในตอนนี้ก็ยังปะทุอยู่ ทว่ายังมีความจริงอีกหลายเรื่องเกี่ยวกับภูเขาไฟที่ใครหลายคนยังไม่เคยรู้มา ก่อน
       
       ไลฟ์ไซน์ด็อทคอมได้นำเสนอ 11 ข้อมูลน่ารู้เกี่ยวกับภูเขาไฟบนโลก ได้แก่
       
       1. หินพัมมิส (pumice) เป็นหินภูเขาไฟเพียงชนิดเดียว ที่สามารถลอยน้ำได้ ซึ่งมีลักษณะเป็นหินสีเทา และมีรูพรุนจำนวนมาก เกิดจากการที่ก๊าซร้อนไหลผ่านในขณะที่หินหลอมเหลวหรือลาวาภูเขาไฟกำลังเย็น ตัวลง
       
       2. ภูเขาไฟที่ก่อให้เกิดมหันตภัยร้ายแรงมากที่สุดคือ ภูเขาไฟยักษ์ หรือ ซูเปอร์โวลแคโน (super volcanoes) ซึ่งการปะทุของภูเขาไฟยักษ์ สามารถทำให้เกิดฝนลูกไฟ ตกลงในบริเวณรอบภูเขาไฟได้ไกลหลายพันไมล์ และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศไปทั่วโลก เช่น ทำให้อุณหภูมิของโลกลดลง เนื่องจากอนุภาคของเถ้าถ่านปริมาณหลายตันที่ถูกพ่นออกจากปากปล่องภูเขาไฟลอย ปะปนอยู่ในชั้นบรรยากาศ ซึ่งกรณีแบบนี้เป็นเวลาหลายแสนปีจึงจะเกิดขึ้นสักครั้งหนึ่ง
       
       อย่างไรก็ตามในอุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน (Yellowstone National Park) ในสหรัฐฯ มีภูเขาไฟยักษ์ลูกหนึ่งซ่อนตัวอยู่ และนักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าอาจจะเกิดปะทุขึ้นมาได้ในอีกไม่ช้าไม่นานนี้
       
       3. ภูเขาไฟปะทุครั้งใหญ่ที่สุดที่ในประวัติศาสตร์ ที่ได้มีการบันทึกไว้เกิดขึ้นที่ภูเขาแทมโบรา (Mount Tambora) บนเกาะซัมบาวา (Sumbawa) ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อปี 1815 เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 100,000 คน ซึ่งตามรายงานของหน่วยสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (U.S. Geological Survey) ระบุว่าอินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีภูเขาไฟปะทุเกิดขึ้นมากที่สุดในประวัติ ศาสตร์ ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้ว 76 ครั้ง
       
       4. ภูเขาไฟส่วนใหญ่เกิดขึ้นในบริเวณใกล้กับแนวรอยต่อของแผ่นทวีป แต่มีภูเขาไฟบางลูก เช่น ภูเขาไฟยักษ์ในอุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน ที่ไม่ได้อยู่ในบริเวณดังกล่าว แต่ตั้งอยู่ในจุดศูนย์รวมความร้อน (hot spot) บริเวณอื่น ที่มีแมกมาไหลอยู่ท่วมท้นลึกลงไปใต้พิภพ
       
       5. ไอซ์แลนด์ ได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งไฟและน้ำแข็ง เพราะไอซ์แลนด์ตั้งอยู่บนส่วนยอดของแนวสันภูเขาไฟ ที่จมอยู่กลางมหาสมุทรแอตแลนติก และล่าสุดเพิ่งเกิดการปะทุของภูเขาไฟใต้ธาร น้ำแข็งเอยาฟจาลาโยคูลล์ (Eyjafjallajokull) เมื่อกลางเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งมีความรุนแรงเทียบได้กับการปะทุของภูเขาไฟสแคปตาร์ (Mount Skaptar) เมื่อปี 1783 ซึ่งทำลายพื้นที่เกษตรกรรมและการทำประมงของไอซ์แลนด์ไปเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ประชากรไอซ์แลนด์ถึง 1 ใน 5 ของประเทศ ต้องเสียชีวิตเนื่องจากขาดแคลนอาหาร
       
       6. ภูเขาไฟปินาตูโบ (Mount Pinatubo) ในประเทศฟิลิปปินส์ที่ปะทุขึ้นในปี 1991 เป็นครั้งที่เลวร้ายที่สุด เนื่องจากภูเขาพ่นก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ออกมามากถึง 22 ล้านตัน สู่ชั้นบรรยากาศของโลก และทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกลดลงอย่างน้อย 0.5 องศาเซลเซียส ตามรายงานของหน่วยสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ
       
       7. ภูเขาไฟสามารถขยายใหญ่ขึ้นได้ เนื่องจากการสะสมของลาวาและเถ้าถ่านจากภูเขาไฟที่ทำให้ชั้นผิวของภูเขาไฟหนาและสูงขึ้น ซึ่งนี่คือการเกิดภูเขารูปแบบหนึ่งนั่นเอง
       
       8. ภูเขาไฟสามารถดับสูญได้ หากนักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ได้ว่าภูเขาไฟลูกนั้นจะไม่ปะทุขึ้นอีก และพิจารณาเห็นว่าภูเขาไฟลูกดังกล่าวดับแล้ว ส่วนภูเขาไฟที่ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ในตอนนี้แต่อาจจะปะทุขึ้นมาอีกได้ในอนาคต จะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มของภูเขาไฟที่สงบนิ่งอยู่
       
       9. การปะทุของภูเขาไฟบางลูก ที่มีความรุนแรงมากสามารถทำให้ปากปล่องภูเขาไฟพังทลายลงได้ และเกิดเป็นหลุมรูปร่างคล้ายชามขนาดยักษ์ เรียกว่า แคลเดรา (caldera)
       
       10. ภูเขาไฟที่ใหญ่ที่สุดในโลกคือ ภูเขาไฟเมานาโลอา (Mauna Loa) บนเกาะฮาวาย สหรัฐฯ ซึ่งสูงจากระดับน้ำทะเลมากกว่า 13,000 ฟุต ทั้งนี้ ฮาวายถือเป็นเกาะที่เกิดจากภูเขาไฟรวมกัน 5 ลูก
       
       11. ภูเขาไฟทำให้ดวงอาทิตย์ส่องแสงหลายสีได้ เมื่อยามลับขอบฟ้า ดัง เช่นเมื่อภูเขาไฟคาซาโตชิ (Kasatochi) ในอลาสกาปะทุขึ้นในปี 2008 ผู้คนทั่วโลกสามารถเห็นพระอาทิตย์ตกมีสีส้มปะการังสวยแปลกตา ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นผลจากเถ้าถ่านภูเขาไฟที่มีขนาดอนุภาคละเอียดลอย ปะปนในชั้นบรรยากาศ และทำให้รังสีดวงอาทิตย์หักเหและสะท้อนแสงสีสวยออกมา

 

ที่มา : http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9530000053053

นักวิทย์หลากสาขาร่วมวิจัยคอนเฟิร์ม "อุกกาบาตล้างโลก ทำไดโนเสาร์สูญพันธุ์"

รูปภาพของ jakapong
ภาพกราฟิกจำนวนเหตุการ์ณอุกกาบาตพุ่งชนโลกเมื่อ 6.5 ล้านปีก่อน (เอเอฟพี)


กราฟิกแสดงบริเวณที่ถูกอุกกาบาตถล่มเมื่อ 6.5 ล้านปีก่อน เป็นเหตุให้ไดโนเสาร์และสิ่งมีชีวิตมากกว่าครึ่งสูญพันธุ์ (เอเอฟพี)


ครั้งหนึ่งสัตว์เลื้อยคลานอย่างไดโนเสาร์เคยครองโลก (รอยเตอร์)


หลังจากที่มีความพยายามล้มล้างทฤษฎี ไดโนเสาร์สูญพันธุ์เพราะ “อุกกาบาตล้างโลก” นั้น ทำให้ทีมนักวิทยาศาสตร์ 41 ชีวิตจากหลายสาขา ช่วยกันวิเคราะห์ข้อมูลกันอีกครั้ง และเผยหลักฐานเพื่อยืนยันว่าอุกกาบาตที่เม็กซิโกนั้น เป็นสาเหตุที่แท้จริงของการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่เมื่อ 65 ล้านปีก่อน
       
       เมื่อปี 2523 หลุยส์ อัลวาเรซ (Louis Alvarez) พร้อมลูกชาย วอลเตอร์ อัลวาเรซ (Walter Alvarez) ตีพิมพ์ผลงานวิจัยระบุว่า การสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์เมื่อ 65 ล้านปีก่อนหรือที่เรียกว่าการสูญพันธุ์ยุคครีตาเชียส-เทอร์ทิอารี (Cretaceous-Tertiary:KT) นั้น เป็นผลมาจากการพุ่งชนของอุกกาบาต
       
       อีกทั้ง หลุมอุกกาบาตที่คาดว่าเป็นหลักฐานของการพุ่งชน ได้ถูกค้นพบต่อมาภายหลัง ณ ชิคซูลูบ ประเทศเม็กซิโก ซึ่งแนวคิดดังกล่าวได้รับการยอมรับเชิงวิทยาศาสตร์อย่างกว้างขวาง
       
       อย่างไรก็ดี เอพีระบุว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานั้นมีข้อเสนอว่า การสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์อาจมีสาเหตุจากการระเบิดของภูเขาไฟหลายๆ ลูกในบริเวณที่ปัจจุบันคือเมืองเดคคันแทรปส์ ประเทศอินเดีย หรืออาจจะเกิดจากการพุ่งชนของอุกกาบาตหลายๆ ลูก จึงเป็นเหตุให้นักวิทยาศาสตร์ 41 คน ซึ่งมีทั้งนักธรณีวิทยา นักบรรพชีวินวิทยา และนักวิจัยสาขาอื่นๆ มารวมตัวกันเพื่อทบทวนข้อมูลใหม่อีกครั้ง
       
       ผลจากการทบทวนหลักฐานที่เชื่อถือได้ตลอด 20 ปี ทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้ข้อสรุปและยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า อุกกาบาตขนาดใหญ่ราว 15 กิโลเมตร ได้พุ่งชนบริเวณที่ปัจจุบันคือชิคซูลูบในเม็กซิโก และเป็นเหตุให้สิ่งมีชีวิตมากกว่าครึ่งของโลกสูญพันธุ์ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ปูทางให้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกลายเป็นสปีชีส์ที่ครองโลกในเวลาต่อมา
       
       “เชื่อ ว่าอุกกาบาตที่พุ่งชนโลกนั้น แรงกว่าระเบิดปรมาณูที่ถล่มฮิโรชิมาถึงพันล้านเท่า มันน่าจะระเบิดสสารในบรรยากาศชั้นสูง ทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อเนื่องที่เป็นสาเหตุให้เกิดฤดูหนาวไปทั่วโลก และขจัดสิ่งมีชีวิตบนโลกไปจำนวนมากภายในเวลาไม่กี่วัน” รายงานของ นักวิจัยซึ่งระบุไว้ในวารสารไซน์ (Science) ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ทั้ง 41 คน คาดหวังว่าสิ่งที่พวกเขาค้นพบนั้นจะหยุดการถกเถียงว่าอะไรเป็นสาเหตุของการ สูญพันธุ์ในยุค ครีตาเชียส-เทอร์ทิอารี
       
       สำหรับคำถกเถียงว่า สาเหตุที่ไดโนเสาร์และสิ่งมีชีวิตคล้ายนก รวมถึงสัตว์เลื้อยคลายในทะเลขนาดใหญ่นั้นสูญพันธุ์ไปเพราะการระเบิดของชุด ภูเขาไฟหลายๆ ลูกในบริเวณอินเดียปัจจุบันเมื่อ 1.5 ล้านปีก่อน และการปะทุของภูเขาไฟได้พ่นหินหนืดลาวาผ่านเมืองเดคคันแทรปส์ในตอนกลางตะวัน ตกของอินเดียและมีปริมาณมากกว่าความจุของทะเลดำถึง 2 เท่า ซึ่งเชื่อว่านั่นคือสาเหตุที่ทำให้ชั้นบรรยากาศทั่วโลกหนาวเย็นและเกิดฝนกรด ไปทั่วโลก
       
       อย่างไรก็ดี หลักฐานที่นำมาศึกษาและเผยแพร่ลงในวารสารไซน์นั้น แสดงให้เห็นว่า ระบบนิเวศน์ทางทะเลและบนบกนั้นถูกทำลายไปอย่างรวดเร็วในยุคการสูญพันธุ์ครี ตาเชียส-เทอร์ทิอารี นักวิทยาศาสตร์จึงไม่ยอมรับว่าภูเขาไฟเป็นสาเหตุ เพราะผลกระทบที่เกิดขึ้นส่งผลเพียงเล็กน้อยต่อไดโนเสาร์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ
       
       “แม้ ว่าจะมีหลักฐานถึงการปะทุของภูเขาไฟในเดคคันแทรปส์ในช่วงเวลาดังกล่าว แต่ระบบนิเวศน์ทางทะเลและบนบกแสดงการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยในช่วง 500,000 ปี ก่อนการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ยุคครีตาเชียส-เทอร์ทิอารี ข้อมูลจากแบบจำลองทางคอมพิวเตอร์และข้อมูลการสำรวจชี้ว่า การปลดปล่อยก๊าซหลายๆ ชนิด เช่น ก๊าซซัลเฟอร์ เป็นต้น ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศหลังการระเบิดของภูเขาไฟ ส่งผลระยะสั้นต่อโลก และไม่ใช่สาเหตุเพียงพอในการทำลายล้างสิ่งมีชีวิตจำนวนมากทั้งบนบกและในทะเล ให้สูญพันธุ์อย่างรวดเร็ว” ข้อมูลจากนักวิทยาศาสตร์ระบุ
       
       กล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่าอุกกาบาตที่ชิคซูลูบได้กำจัดเทอโรซอร์ (ไดโนเสาร์มีปิกบินได้) ไดโนเสาร์ พร้อมสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ได้ในช่วงเวลาสั้นๆ โดยข้อมูลจาก โจแอนนา มอร์แกน (Joanna Morgan) นักธรณีฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยอิมพีเรียลคอลเลจ (Imperial College) อังกฤษ ผู้ร่วมในการศึกษาครั้งนี้ ระบุว่าการพุ่งชนของอุกกาบาตขนาดใหญ่นั้น ได้ก่อให้เกิดไฟไหม้ขนาดใหญ่ แผ่นดินไหวที่วัดความรุนแรงได้มากกว่า 10 ริกเตอร์ และเกิดการเลื่อนของแผ่นเปลือกโลกซึ่งทำให้เกิดสึนามิได้
       
       “อุกกาบาต พุ่งชนโลกด้วยความเร็วกว่าลูกกระสุน 20 เท่า แล้วระเบิดกลายเป็นหินและก๊าซร้อน ซึ่งจะเผาไหม้สิ่งมีชีวิตซึ่งไม่อาจหาที่กำบังได้ในทันที” กาเรธ คอลลินส์ (Gareth Collins) นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอิมพีเรียลคอลเลจกล่าว และมอร์แกนได้เสริมว่า เมื่อเถ้าถ่านจากการระเบิดนั้นถูกพ่นขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศด้วยความเร็วสูง จะปกคลุมโลกทั้งใบให้ตกอยู่ในความมืด และเป็นสาเหตุของฤดูหนาวที่เกิดขึ้นทั่วโลก และฆ่าสิ่งมีชีวิตที่ไม่อาจปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมอันทารุณได้
       
       อีกข้อมูลที่บ่งชี้ว่า ไดโนเสาร์ยุคครีตาเชียส-เทอร์ทิอารีสูญพันธุ์เนื่องจากอุกกาบาตขนาดมหึมาแต่ ไม่ได้เกิดจากภูเขาไฟระเบิด คือ ร่องรอยการสั่นสะเทือนของแร่ควอตซ์ในชั้นหินช่วงปลายๆ ของยุคการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ ซึ่งพบกระจายอยู่ทั่วโลก โดยแร่ควอตซ์สั่นสะเทือนเมื่อถูกมวลมหาศาลพุ่งชนอย่างรวดเร็ว อย่างกรณีอุกกาบาตขนาด 15 กิโลเมตรที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 20 เท่าของลูกกระสุน.

 

ที่มา : http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9530000032700

ฮับเบิลส่องพบ "ดาวฤกษ์" กำลังกลืนกินดาวเคราะห์บริวารตัวเอง

รูปภาพของ jakapong
ภาพจำลองให้เห็นดาว เคราะห์ WASP-12b โคจรอยู่ใกล้ดาวฤกษ์ WASP-12 มากๆ และอุณหภูมิพื้นผิวของดาวเคราะห์สูงมากทำให้ชั้นบรรยากาศขยายใหญ่ขึ้น และถูกดาวฤกษ์ดักจับไว้ โดยนักดาราศาสตร์คาดว่าดาวเคราะห์จะถูกดาวฤกษ์ดูดกลืนรวมเข้าด้วยกันจนหมดใน อีก 10 ล้านปีข้างหน้า (นาซา/เอเอฟพี)

       ดาว เคราะห์ที่ร้อนที่สุดในทางช้างเผือก กำลังจะกลายเป็นดาวเคราะห์อายุสั้นที่สุด หลังฮับเบิลเผยให้เห็นเป็นครั้งแรก ว่าดาวเคราะห์เจ้ากรรมกำลังถูกดาวแม่กลืนกิน คาดหมดสิ้นอายุขัยในอีก 10 ล้านปี

กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล (Hubble space telescope) สำรวจพบว่า ดาวเคราะห์ดวงที่มีอุณหภูมิสูงที่สุดในทางช้างเผือกกำลังถูกดาวฤกษ์กลืนกิน เข้าไปทีละน้อยและจะหลอมรวมกลายเป็นส่วนหนึ่งกับดาวแม่อย่างสมบูรณ์ในอีก 10 ล้านปีข้างหน้า

ดาวเคราะห์ดวงที่ว่านี้คือดาว ดับเบิลยูเอเอสพี-12บี (WASP-12b) ซึ่งนักดาราศาสตร์ค้นพบเมื่อปี 2008 เป็นบริวารของดาวฤกษ์ดับเบิลยูเอเอสพี-12 (WASP-12) ดาวแคระสีเหลืองที่อยู่ในกลุ่มดาวสารถี (Auriga) โดยอยู่ห่างจากโลกประมาณ 600 ปีแสง

ดาวเคราะห์ WASP-12b มีขนาดใหญ่กว่าโลกประมาณ 300 เท่า มีมวลมากกว่าดาวพฤหัสบดี 40% ทั้ง ยังเป็นดาวเคราะห์ที่มีอุณหภูมิพื้นผิวสูงที่สุดในบรรดาดาวเคราะห์ทั้งหมด ภายในกาแล็กซีทางช้างเผือก โดยมีอุณหภูมิสูงถึง 1,500 องศาเซลเซียส เพราะโคจรอยู่ใกล้ชิดกับดาวฤกษ์มาก ใช้เวลาโคจรครบ 1 รอบ เพียงประมาณ 1.1 วัน

ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ นักดาราศาสตร์อาศัยเครื่องมือตัวใหม่ที่เรียกว่าคอสมิคออริจินส์สเปคโตรกราฟ หรือซีโอเอส (Cosmic Origins Spectrograph : COS) ที่เพิ่งติดตั้งให้กล้องฮับเบิลเมื่อปี 2009 เพื่อสังเกตว่าดาวเคราะห์ได้รับผลจากแรงโน้มถ่วงจนทำให้มีรูปร่างยืดยาวออก ได้อย่างไร ซึ่งซีโอเอสสามารถวัดแสงสว่างของดาวฤกษ์ที่หรี่ลงได้ในขณะที่ดาวเคราะห์โคจร ผ่านหน้าดาวฤกษ์

ซีโอเอสแสงให้เห็นเส้นสเปกตรัมดูดกลืนจากอลูมิ เนียม ดีบุก แมงกานีส ท่ามกลางธาตุอื่น ทำให้รู้แน่ชัดว่าดาวเคราะห์กำลังโคจรผ่านหน้าดาวฤกษ์ หมายความว่าธาตุเหล่านี้มีอยู่ในชั้นบรรยากาศทั้งของดาวเคราะห์และดาวฤกษ์ และยังตรวจพบว่าชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์นั้นขยายใหญ่ออกไปมากเพราะมีความร้อนสูงนั่นเอง โดยพองออกคล้ายบอลลูนที่มีรัศมีมากกว่าดาวพฤหัสบดี 3 เท่า

"เราสังเกตเห็นกลุ่มหมอกควันจำนวนมากปกคลุมรอบๆ ดาวเคราะห์ ซึ่งหมอกควันเหล่านั้นกำลังหนีออกจากดาวเคราะห์และจะถูกดักจับไว้โดยดาวฤกษ์ และเรายังแยกได้องค์ประกอบทางเคมีที่ไม่เคยพบมาก่อนบนดาวเคราะห์ที่อยู่นอก ระบบสุริยะของเราด้วย" แคโรล แฮสเวล (Carole Haswell) หัวหน้าทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยโอเพน (Open University) ประเทศอังกฤษ เผยในเอเอฟพีและสเปซเดลี

ทั้งนี้ นักดาราศาสตร์รู้อยู่แล้วว่าดาวฤกษ์นั้นจะกลืนกินดาวเคราะห์ที่โคจรอยู่ใกล้มากๆ ทว่านี่เป็นครั้งแรกที่นักดาราศาสตร์สังเกตเห็นปรากฏการณ์ดังกล่าวได้อย่างแจ่มชัด ซึ่งผลการวิจัยครั้งนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารแอสโทรฟิสิคัลเจอร์นัลเล็ตเตอร์ส (Astrophysical Journal Letters) เมื่อวันที่ 10 พ.ค. ที่ผ่านมา โดยคาดการณ์ว่าดาวเคราะห์ดวงนี้จะถูกดาวฤกษ์กลืนกินเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อย่างสมบูรณ์ในอีกประมาณ 10 ล้านปี

ก่อนหน้านั้นเมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา ซู-หลิน ลี่ (Shu-lin Li) นักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยปักกิ่ง (Peking University) ในกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ได้ตีพิมพ์ผลงานวิจัยทางทฤษฎีลงในวารสารเนเจอร์ (Nature) ที่ได้คาดการณ์ว่าแรงโน้มถ่วงของดาวฤกษ์จะส่งผลให้พื้นผิวของดาวเคราะห์ WASP-12b บิดเบี้ยวผิดรูปผิดร่าง และแรงดึงดูดนั้นจะทำให้ภายในของดาวเคราะห์ร้อนมากจนแผ่ขยายออกมาถึงนอกชั้น บรรยากาศของดาวเคราะห์ ซึ่งได้รับการยืนยันจากผลงานวิจัยล่าสุดชิ้นนี้

 ที่มา : http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9530000072125

แผ่นดินกาฬทวีปแตกแยก ออกเป็น 2 ส่วน เกิดมหาสมุทรใหม่

รูปภาพของ jakapong


 
ทวีป แอฟริกากำลังเป็นประจักษ์พยานของการอุบัติของมหาสมุทรใหม่ ซึ่งจะแบ่งกาฬทวีปออกเป็น 2 ส่วนในที่สุด อาจจะต้องกินเวลานานประมาณ 10 ล้านปี

นักธรณีวิทยาของราชสมาคมอังกฤษ ได้กล่าวเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า "เหลือเชื่ออย่างแท้จริง" หลัง จากที่ได้เดินทางไปสำรวจที่บริเวณอฟาร์ ของเอธิโอเปีย อันห่างไกลมา 5 ปีแล้ว พวกเขาได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอันน่าทึ่ง ซึ่งทวีปกำลังแยกตัวออก แทบจะเกือบใต้เท้าที่ยืนอยู่นั่นเอง รอยแยกได้ปรากฏยาวไกลถึง 60 กม. และกว้างถึง 8 เมตร ในช่วงระยะเวลา 10 วันเท่านั้น หินร้อนที่อยู่ลึกลงไปในใจกลางของโลก ได้ซึมขึ้นมาถึงพื้นผิวและเป็นตัวก่อให้แผ่นดินแยกออกมากขึ้น ลึกลงไปใต้พื้น การแตกแยกยังคงดำเนินอยู่ และในที่สุดทวีปแอฟริกาจะถูกแบ่งแยกออก และเกิดมหาสมุทรใหม่ขึ้น

ดร. เจมส์ แฮมมอนด์ นักธรณีวิทยา มหาวิทยาลัยบริสตัล ซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ แจ้งว่าบริเวณที่แผ่นดินแยกนั้นอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล "มันจะแยกออกจากกันในที่สุด และทะเลก็จะไหลเข้ามาท่วมเต็มหมด กลายเป็นมหาสมุทรใหม่" มันจะยิ่งแยกออกห่างออกจากกัน จมลึกลงไป และในที่สุดส่วนของภาคใต้เอธิโอเปียกับโซมาเลียจะแยกออกจากกัน กลายเป็นเกาะใหม่ และจะเห็นทวีปแอฟริกาที่มีขนาดเล็กลง กับเกาะใหญ่มาก ลอยอยู่ในมหาสมุทร อินเดีย.

ที่มา : http://forum.khonkaenlink.info/index.php?topic=215550.0