นำทาง
ข่าวประกาศ
ย้อนตำนานหาค่าประมาณ “พาย”

|
|
- อ่าน 130 ครั้ง
“วาฬสีน้ำเงิน” เจ้าสมุทรที่ใกล้สูญพันธุ์

|
ที่มา : http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9530000090170
- อ่าน 235 ครั้ง
เผยโฉมเครื่องบินซูเปอร์โซนิก ลดเสียงดังสนั่น"โซนิกบูม"

เผย โฉมหน้า "ซูเปอร์ โซนิก กรีน แมชชีน" เครื่องบินล้ำยุคผิวมันขลับสีเขียวที่จะสร้างสถิติใหม่เป็นเครื่องบินเร็ว เหนือเสียงแห่งอนาคต ออกแบบพัฒนาให้ลดเสียงโซนิก บูมลง โดยบริษัทล็อกฮีด มาร์ติน รวมทั้งวิศวกรการบินของสำนักงานบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐ (นาซ่า) ซึ่งร่วมพัฒนาอากาศยานไฮเทคนี้คาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ออกมาบินโฉบเฉี่ยวได้ใน ปี 2578
เครื่องบินเร็วเหนือเสียงดังกล่าวได้รับการออกแบบมาให้ ประหยัดเชื้อเพลิงยิ่งกว่า "คองคอร์ด" เครื่องบินโดยสารซูเปอร์โซนิกรุ่นแรกของโลก และลดเสียงดังกระหึ่มของการระเบิดโซนิกบูม ซึ่งเป็นหนึ่งในปัญหาใหญ่ของเครื่องบินซูเปอร์โซนิกรุ่นคองคอร์ด
คองคอร์ด บินครั้งแรกเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2529 ด้วยความเร็ว 2,333 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เดินทางระหว่างนครนิวยอร์กไปยังกรุงลอนดอน ใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมง 54 นาที 30 วินาที
"โซนิกบูม" เป็นเสียงดังคล้ายฟ้าคำราม เกิดขึ้นเมื่อเครื่องบินบินเร็วกว่าความเร็วของเสียง ซึ่งเมื่อบินผ่านอากาศด้วยความ เร็วเหนือกว่าความเร็วของเสียง อากาศจะถูกผลักให้แยก จากกันด้วยพลังงานมหาศาล ทำให้เกิดการบีบอัดของคลื่นอากาศ คล้ายกับคลื่นของน้ำเมื่อเรือแล่นผ่านไปในน้ำ คลื่นเสียงจะกระจายออกไปกระแทกวัตถุต่างๆ และอาจทำให้กระจกหน้าต่างบ้านเรือนแตกร้าวได้ เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวจึงมีการออกแบบใบปีกโค้งรูปตัววีติดตั้งเข้าไปใน ช่วงท้ายของเครื่องบินซูเปอร์โซนิกฯ โดยทำหน้าที่เหมือนสปอยเลอร์ในรถแข่ง ช่วยปรับทิศทางลมและลดความรุนแรงของโซนิกบูม
ที่มา : http://forum.khonkaenlink.info/index.php?PHPSESSID=fktdodgnii301rl488c2t...
- อ่าน 155 ครั้ง
เผยแผนที่ “แรงโน้มถ่วง” ของโลก

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
| แผนที่แรงโน้มถ่วงโลก ที่แสดงเป็นบริเวณที่ "สูง" หรือ "ต่ำ" ตามแรงโน้มถ่วง (บีบีซีนิวส์/อีซา) |
| เส้นแดงแสดงระดับสูงต่ำของพื้นที่ตามแรงโน้มถ่วง (บีบีซีนิวส์) |
เผย แผนที่ “แรงโน้มถ่วง” แสดงให้เห็นพื้นที่สูง-ต่ำของโลกจากแรงโน้มถ่วงที่กระจายอยู่ทั่วโลก สร้างจากดาวเทียมยุโรปที่โคจรต่ำ และมีระบบการวัดที่ซับซ้อน นักวิทยาศาสตร์ระบุภาพแผนที่ดังกล่าวสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้อย่างนับ ไม่ถ้วน
ดาวเทียมโกเซ (Goce: The Gravity Field and Steady-State Ocean Circulation Explorer) ซึ่งเป็นยานสำรวจทางวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม ขององค์การอวกาศยุโรป (อีซา) สร้างแผนที่ระดับสูง-ต่ำของพื้นผิวโลกจากแรงโน้มถ่วง ที่เรียกว่า “จีโออิด” (geoid) ซึ่งบีบีซีนิวส์ระบุว่า หนึ่งในประโยชน์ของแผนที่ดัง กล่าว คือช่วยให้นักวิจัยเข้าใจได้ดีขึ้นว่า มวลน้ำมหาศาลในมหาสมุทรนั้นเคลื่อนความร้อนไปรอบๆ โลกได้อย่างไร
ดาวเทียมโกเซถูกส่งขึ้นไปเมื่อปี 2009 ให้โคจรรอบโลกในเส้นทางขั้วโลกถึงขั้วโลก ที่ระดับความสูง 254.9 กิโลเมตร ซึ่งนับเป็นวงโคจรต่ำสุดสำหรับดาวเทียมเพื่อการวิจัยที่ใช้งานอยู่ในทุก วันนี้ ภายในดาวเทียมมีเครื่องวัดความเอียงลาดหรือเกรดิโอมิเตอร์ (gradiometer) ซึ่งมีความไวต่อแรงโน้มถ่วงโลกมากถึง 1 ใน 10 ล้านล้านส่วน ทำให้แยกความแตกต่างเพียงเล็กน้อยที่เกิดจากแรงดึงของมวลในจุดหนึ่งของโลก อีกจุดหนึ่งของโลก ตั้งแต่ภูเขาขนาดใหญ่ถึงมหาสมุทรลึกที่สุด โดยใช้เวลาสำรวจ 2 เดือนจึงได้ข้อมูลมาสร้างแผนที่
ศ.เรเนอร์ รัมเมล (Prof. Reiner Rummel) ประธานความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ของดาวเทียมโกเซ และนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมุนเชน (Technische Universitaet Muenchen) กล่าวว่า จากแผนที่สามารถบอกได้ว่าจุดใด “สูง” หรือ “ต่ำ” และกล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่าแรงโน้มถ่วงจะออกแรงตั้งฉากกับพื้นผิวในแผนที่
แผนที่โลกแบบจีโออิดนี้ เป็นที่สนใจต่อนักสมุทรศาสตร์ เนื่องจากแผนที่ดังกล่าวจะบอกรูปร่างของน้ำทะเลได้ทั่วโลกหากไม่มีแรงดึงดูด จากดวงจันทร์หรือไม่มีกระแสลมและคลื่นทะเล และหากนักวิจัยหักแผนที่จีโออิดออกไปจากพฤติกรรมที่สังเกตได้จริง ของมหาสมุทร จะทำให้เห็นค่าจริงของอิทธิพลอื่นที่มีผลต่อน้ำทะเลได้ชัดเจนขึ้น ซึ่งเป็นข้อมูลที่จำเป็นต่อนักสร้างแบบจำลองสภาพอากาศที่พยายามอธิบายวิธี ที่มหาสมุทรจัดการการถ่ายโอนพลังงานไปรอบโลก
นอกจากนี้ยังมีการประยุกต์ใช้จีโออิดในอีกหลายๆ ด้าน เช่น วิศวกรรมใช้เพื่อบอกทิศทางการไหลของน้ำในท่อ ด้านนักธรณีฟิสิกส์เองต้องการข้อมูลจากดาวเทียมโกเซเพื่อพิสูจน์ว่าเกิดอะไร ขึ้นภายใต้พื้นพิภพ โดยเฉพาะบริเวณที่มีแนวโน้มว่าจะเกิดแผ่นดินไหวและเกิดภูเขาไฟปะทุ เป็นต้น
“ข้อมูลจากดาวเทียมโกเซให้ข้อมูลใหม่เกี่ยวกับเทือกเขาหิมาลัย แอฟริกากลาง เทือกเขาแอนดีสและทวีปแอนตาร์กติกา ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้นเพราะพื้นที่เหล่านี้เข้าถึงได้ลำบาก มันไม่ง่ายที่จะวัดสนามโน้มถ่วงสูงๆ ที่มีความแตกต่างกันมากในทวีปแอนตาร์กติกาโดยใช้เครื่องบิน เพราะมีพื้นที่บินได้ไม่มาก” ดร.รูน ฟลอเบอร์กาเกน (Dr.Rune Floberghagen) ผู้จัดการปฏิบัติการดาวเทียมโกเซของอีซาอธิบาย
เนื่องจากดาวเทียมโกเซโคจรที่ระดับต่ำมาก ซึ่งมีผลต่อระยะเวลาในการปฏิบัติภารกิจซึ่งคาดว่าจะได้มากสุด 2 ปี แต่ตอนนี้อีซาคิดว่าอาจใช้งานดาวเทียมดวงนี้ได้ถึงปี 2014 โดยกิจกรรมบนดวงอาทิตย์ที่เงียบกว่าปกติในช่วงนี้ ทำให้สภาพอากาศสงบนิ่งอย่างมากด้วย ดังนั้นดาวเทียมโกเซจึงมีเชื้อเพลิง “ซีนอน” (xenon) เหลือพอที่จะประคองตัวเองให้อยู่ในวงโคจรต่อไปได้ แต่ท้ายสุดเมื่อเชื้อเพลิงหมดแล้ว อากาศที่ยังพอมีอยู่ที่ระดับความสูง 255 กิโลเมตร จะทำให้ดาวเทียมเคลื่อนที่ได้ช้าลงและหล่นจากฟ้าในที่สุด
ที่มา : http://forum.khonkaenlink.info/index.php?PHPSESSID=fktdodgnii301rl488c2t...
- อ่าน 287 ครั้ง
คนไทยเจ๋งคิดค้น“ข้าวไม่ต้องหุง”

วัน ที่(1 ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสกุล มูลคำ นักวิชาการชำนาญการศูนย์วิจัยข้าวเชียงใหม่ ตั้งอยู่หมู่ 3 ต.มะขามหลวง อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นผู้วิจัยและค้นพบข้าวสารไม่ต้องหุงแต่สามารถนำไปรับประทานได้เลย เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ศูนย์วิจัยข้าวกลางของรัฐบาลอินเดียสร้างความฮือฮาให้วงการข้าว ทั่วโลก ในช่วงต้นปี 53 ด้วยการพัฒนาพันธุ์ข้าวที่มีคุณสมบัติพิเศษ ที่นำมารับประทานได้เลยโดยไม่ต้องหุงให้เปลืองไฟ เพียงแต่แช่น้ำอุ่นหรือน้ำธรรมดา ก็สามารถนำมารับประทานได้เลย ต่อมาทางศูนย์วิจัยได้ทำการศึกษาหาข้อมูลและทำการวิจัย โดยทำการสอบถามข้อมูลจากชาวบ้านจนรู้ความลับว่าในอดีตการออกรบ รวมถึงนายพรานที่ออกไปล่าสัตว์ เดินป่าก็จะนำข้าวติดตัวไปเพื่อรับประทานโดยที่ไม่ต้องใช้ไฟ แต่จะใช้วิธีการนำข้าวเปลือกไปแช่น้ำแล้วนำมาสีก่อนนำไปตากแดด เมื่อทราบข้อมูลแล้ศูนย์วิจัยจึงได้นำความคิดดังกล่าวมาผสมผสานกับความรู้ ใหม่ จึงได้เกิดการวิจัยขึ้นโดยได้ร่วมกับ ดร.ลือชัย อารยะรังสฤษฏ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวเชียงใหม่ และคณะวิจัยอีกหลายท่าน ทำการทดลอง จนประสบความสำเร็จ
สำหรับวิธีการทำขั้นตอนแรกได้นำข้าวขาว จำนวน 4 ชนิดมาทำการทดลอง คือข้าวขาวดอกมะลิ 105 ข้าวพันธุ์ กข.39 ข้าวหลวงสันป่าตอง และข้าวพันธุ์ขาหนี่ โดยให้นำข้าวเปลือกไปแช่น้ำทิ้งไว้ 8 - 12 ชั่วโมง เสร็จแล้วให้นำข้าวที่ได้ไปเข้าหม้อแรงดันเพื่อลดความชื้น หากไม่มีก็สามารถใช้หม้ออบแรงดันทั่วไปก็ได้ เพียงแต่จะใช้เวลานานกว่า จากปกติจะใช้เวลาประมาณ 25 นาที อาจจะเป็น 40 นาที เมื่อเสร็จแล้วก็นำไปคั่ว ประมาณ 5 นาที แล้วก็เข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายคือการนำข้าวไปสี ให้กลายเป็นข้าวสาร แต่ข้าวที่ได้นั้น ปกติจะเป็นข้าวขาว แต่หลังจากผ่านวิธีการตามขั้นตอนต่างๆ ข้าวจะออกมาเป็นสีเหลืองใส แต่คุณค่าทางโภชนาการดีกว่าข้าวขาว เพราะมีคุณค่าทางอาหารสูงถึง 80 เปอร์เซ็นต์ จากปกติที่สีข้าวแล้วนำเปลือกออกจนได้ข้าวขาวเลยนั้น คุณค่าของข้าวที่มีในเปลือกข้าว ก็จะถูกคัดทิ้งไป ทำให้ข้าวมีคุณค่าน้อยลง
ต่อ มาเป็นวิธีการนำไปรับประทานมีอยู่ 2 วิธีคือ นำไปแช่น้ำร้อนที่มีอุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส หรือน้ำเดือด โดยใช้ตามอัตราข้าว 1 ส่วนต่อน้ำ 1 ส่วน หรือมากกว่าเล็กน้อย แต่ไม่ควรเกิน 1.5 ส่วน ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที ผู้บริโภคสามารถนำไปรับประทานได้ทันทีเหมือนกับข้าวสุกที่ผ่านวิธีการหุงตาม ปกติ แต่หากไม่มีน้ำร้อนสามารถแช่ในน้ำเปล่าธรรมดาที่ไม่ได้แช่ในตู้เย็นอุณหภูมิ จะอยู่ที่ประมาณ 30 องศาเซลเซียส โดยแช่น้ำทิ้งไว้นาน 45 นาที ก็สามารถรับประทานได้เช่นกัน แต่การรับประทานนั้นอาจจะได้ข้าวที่มีลักษณะร่วน ไม่เกาะกันเหมือนข้าวหุงทั่วไป แต่หากใครอยากได้ข้าวที่นิ่มขึ้นมา ก็สามารถนำไปหุงด้วยวิธีปกติได้เหมือนกัน
นายสกุล กล่าวต่อว่า ประโยชน์ของข้าวที่ไม่ต้องหุงถือว่ามีประโยชน์อย่างมาก สำหรับนักเดินทาง เพราะมีขนาดเบา แล้วยังไม่ยุ่งยากหากจะนำมารับประทาน แล้วพกพาไปไหนก็ได้สะดวก ไม่ต้องมีกระแสไฟในการหุงต้มก็สามารถนำข้าวมารับประทานได้ ที่สำคัญยังสามารถนำไปใช้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติตามธรรมชาติเช่น น้ำท่วม ดินถล่ม ที่ทำให้ไฟฟ้าถูกตัด ไม่สามารถใช้การหุงต้มได้อีกด้วย สำหรับการวิจัยข้าวครั้งนี้ยังไม่มีการนำออกจำหน่าย เพราะยังอยู่ในช่วงการเตรียมต่อยอดว่าจะทำอย่างไรให้ลดขั้นตอนการทำให้น้อย ลง และการแช่ข้าวให้ใช้เวลาน้อยลง แต่หากสนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ ศูนย์วิจัยข้าวสันป่าตอง
ที่มา : http://forum.khonkaenlink.info/index.php?PHPSESSID=rlvu6gdfe0smj4ecbb8p3...
- อ่าน 174 ครั้ง
พลิกโฉมธุรกิจร้านทองด้วยนวัตกรรม RFID ตรวจนับก็ง่าย ทองหายก็รู้ทันที

|
|
||
| พนักงานร้านทองสาธิตการใช้เครื่องอ่าน RFID แบบมือถือ |
|
- อ่าน 353 ครั้ง
11 เรื่องน่ารู้ของ "ภูเขาไฟ"

![]()
|
|
- อ่าน 368 ครั้ง
นักวิทย์หลากสาขาร่วมวิจัยคอนเฟิร์ม "อุกกาบาตล้างโลก ทำไดโนเสาร์สูญพันธุ์"

|
|
- อ่าน 163 ครั้ง
ฮับเบิลส่องพบ "ดาวฤกษ์" กำลังกลืนกินดาวเคราะห์บริวารตัวเอง

|
||
ดาว เคราะห์ที่ร้อนที่สุดในทางช้างเผือก กำลังจะกลายเป็นดาวเคราะห์อายุสั้นที่สุด หลังฮับเบิลเผยให้เห็นเป็นครั้งแรก ว่าดาวเคราะห์เจ้ากรรมกำลังถูกดาวแม่กลืนกิน คาดหมดสิ้นอายุขัยในอีก 10 ล้านปี
กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล (Hubble space telescope) สำรวจพบว่า ดาวเคราะห์ดวงที่มีอุณหภูมิสูงที่สุดในทางช้างเผือกกำลังถูกดาวฤกษ์กลืนกิน เข้าไปทีละน้อยและจะหลอมรวมกลายเป็นส่วนหนึ่งกับดาวแม่อย่างสมบูรณ์ในอีก 10 ล้านปีข้างหน้า
ดาวเคราะห์ดวงที่ว่านี้คือดาว ดับเบิลยูเอเอสพี-12บี (WASP-12b) ซึ่งนักดาราศาสตร์ค้นพบเมื่อปี 2008 เป็นบริวารของดาวฤกษ์ดับเบิลยูเอเอสพี-12 (WASP-12) ดาวแคระสีเหลืองที่อยู่ในกลุ่มดาวสารถี (Auriga) โดยอยู่ห่างจากโลกประมาณ 600 ปีแสง
ดาวเคราะห์ WASP-12b มีขนาดใหญ่กว่าโลกประมาณ 300 เท่า มีมวลมากกว่าดาวพฤหัสบดี 40% ทั้ง ยังเป็นดาวเคราะห์ที่มีอุณหภูมิพื้นผิวสูงที่สุดในบรรดาดาวเคราะห์ทั้งหมด ภายในกาแล็กซีทางช้างเผือก โดยมีอุณหภูมิสูงถึง 1,500 องศาเซลเซียส เพราะโคจรอยู่ใกล้ชิดกับดาวฤกษ์มาก ใช้เวลาโคจรครบ 1 รอบ เพียงประมาณ 1.1 วัน
ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ นักดาราศาสตร์อาศัยเครื่องมือตัวใหม่ที่เรียกว่าคอสมิคออริจินส์สเปคโตรกราฟ หรือซีโอเอส (Cosmic Origins Spectrograph : COS) ที่เพิ่งติดตั้งให้กล้องฮับเบิลเมื่อปี 2009 เพื่อสังเกตว่าดาวเคราะห์ได้รับผลจากแรงโน้มถ่วงจนทำให้มีรูปร่างยืดยาวออก ได้อย่างไร ซึ่งซีโอเอสสามารถวัดแสงสว่างของดาวฤกษ์ที่หรี่ลงได้ในขณะที่ดาวเคราะห์โคจร ผ่านหน้าดาวฤกษ์
ซีโอเอสแสงให้เห็นเส้นสเปกตรัมดูดกลืนจากอลูมิ เนียม ดีบุก แมงกานีส ท่ามกลางธาตุอื่น ทำให้รู้แน่ชัดว่าดาวเคราะห์กำลังโคจรผ่านหน้าดาวฤกษ์ หมายความว่าธาตุเหล่านี้มีอยู่ในชั้นบรรยากาศทั้งของดาวเคราะห์และดาวฤกษ์ และยังตรวจพบว่าชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์นั้นขยายใหญ่ออกไปมากเพราะมีความร้อนสูงนั่นเอง โดยพองออกคล้ายบอลลูนที่มีรัศมีมากกว่าดาวพฤหัสบดี 3 เท่า
"เราสังเกตเห็นกลุ่มหมอกควันจำนวนมากปกคลุมรอบๆ ดาวเคราะห์ ซึ่งหมอกควันเหล่านั้นกำลังหนีออกจากดาวเคราะห์และจะถูกดักจับไว้โดยดาวฤกษ์ และเรายังแยกได้องค์ประกอบทางเคมีที่ไม่เคยพบมาก่อนบนดาวเคราะห์ที่อยู่นอก ระบบสุริยะของเราด้วย" แคโรล แฮสเวล (Carole Haswell) หัวหน้าทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยโอเพน (Open University) ประเทศอังกฤษ เผยในเอเอฟพีและสเปซเดลี
ทั้งนี้ นักดาราศาสตร์รู้อยู่แล้วว่าดาวฤกษ์นั้นจะกลืนกินดาวเคราะห์ที่โคจรอยู่ใกล้มากๆ ทว่านี่เป็นครั้งแรกที่นักดาราศาสตร์สังเกตเห็นปรากฏการณ์ดังกล่าวได้อย่างแจ่มชัด ซึ่งผลการวิจัยครั้งนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารแอสโทรฟิสิคัลเจอร์นัลเล็ตเตอร์ส (Astrophysical Journal Letters) เมื่อวันที่ 10 พ.ค. ที่ผ่านมา โดยคาดการณ์ว่าดาวเคราะห์ดวงนี้จะถูกดาวฤกษ์กลืนกินเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อย่างสมบูรณ์ในอีกประมาณ 10 ล้านปี
ก่อนหน้านั้นเมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา ซู-หลิน ลี่ (Shu-lin Li) นักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยปักกิ่ง (Peking University) ในกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ได้ตีพิมพ์ผลงานวิจัยทางทฤษฎีลงในวารสารเนเจอร์ (Nature) ที่ได้คาดการณ์ว่าแรงโน้มถ่วงของดาวฤกษ์จะส่งผลให้พื้นผิวของดาวเคราะห์ WASP-12b บิดเบี้ยวผิดรูปผิดร่าง และแรงดึงดูดนั้นจะทำให้ภายในของดาวเคราะห์ร้อนมากจนแผ่ขยายออกมาถึงนอกชั้น บรรยากาศของดาวเคราะห์ ซึ่งได้รับการยืนยันจากผลงานวิจัยล่าสุดชิ้นนี้
ที่มา : http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9530000072125
- อ่าน 155 ครั้ง
แผ่นดินกาฬทวีปแตกแยก ออกเป็น 2 ส่วน เกิดมหาสมุทรใหม่

ทวีป แอฟริกากำลังเป็นประจักษ์พยานของการอุบัติของมหาสมุทรใหม่ ซึ่งจะแบ่งกาฬทวีปออกเป็น 2 ส่วนในที่สุด อาจจะต้องกินเวลานานประมาณ 10 ล้านปี
นักธรณีวิทยาของราชสมาคมอังกฤษ ได้กล่าวเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า "เหลือเชื่ออย่างแท้จริง" หลัง จากที่ได้เดินทางไปสำรวจที่บริเวณอฟาร์ ของเอธิโอเปีย อันห่างไกลมา 5 ปีแล้ว พวกเขาได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอันน่าทึ่ง ซึ่งทวีปกำลังแยกตัวออก แทบจะเกือบใต้เท้าที่ยืนอยู่นั่นเอง รอยแยกได้ปรากฏยาวไกลถึง 60 กม. และกว้างถึง 8 เมตร ในช่วงระยะเวลา 10 วันเท่านั้น หินร้อนที่อยู่ลึกลงไปในใจกลางของโลก ได้ซึมขึ้นมาถึงพื้นผิวและเป็นตัวก่อให้แผ่นดินแยกออกมากขึ้น ลึกลงไปใต้พื้น การแตกแยกยังคงดำเนินอยู่ และในที่สุดทวีปแอฟริกาจะถูกแบ่งแยกออก และเกิดมหาสมุทรใหม่ขึ้น
ดร. เจมส์ แฮมมอนด์ นักธรณีวิทยา มหาวิทยาลัยบริสตัล ซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ แจ้งว่าบริเวณที่แผ่นดินแยกนั้นอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล "มันจะแยกออกจากกันในที่สุด และทะเลก็จะไหลเข้ามาท่วมเต็มหมด กลายเป็นมหาสมุทรใหม่" มันจะยิ่งแยกออกห่างออกจากกัน จมลึกลงไป และในที่สุดส่วนของภาคใต้เอธิโอเปียกับโซมาเลียจะแยกออกจากกัน กลายเป็นเกาะใหม่ และจะเห็นทวีปแอฟริกาที่มีขนาดเล็กลง กับเกาะใหญ่มาก ลอยอยู่ในมหาสมุทร อินเดีย.
ที่มา : http://forum.khonkaenlink.info/index.php?topic=215550.0
- อ่าน 166 ครั้ง
Sema.go.th
